
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพิษเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าพี่ใหญ่แดนมังกรจะหันหัวเรือไปทางไหน ก็สร้างคลื่นกระทบได้ทุกชายหาดประเทศ โดยเฉพาะต่อประเทศไทย ที่มีอิทธิพลทั้งในด้านการส่งออกจากไทยไปจีนโดยตรงหรือในอาเซียนก็ต้องพึ่งหาการส่งออกไปยังจีนเช่นกัน
นักการตลาด ผู้ประกอบการ SME ไทย ช่วงนี้หากคิดทำธุรกิจกับจีน ก็คงต้องดูดีๆ รัฐบาลจีนจะปรับกลยุทธ์อย่างไร ขยับตัวไปทางไหน ล่าสุดหลังจากรัฐบาลจีนประกาศการรับมือเศรษฐกิจ 2016 โดยออกมาตรการต่างๆเพื่อพยุงเศรษฐกิจประเทศไม่หดตัว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
หลังจากปีที่ผ่านมา GDP จีนโตลดลงเหลือ 6.8% ซึ่งน้อยกว่าปี 2014 ที่โต 7% ดังนั้นการปรับตัวในครั้งนี้เสมือนการปฏิรูปเพื่อเรียกความมั่นใจนักลงทุน โดยลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนลงเหลือเพียง 6.5%-7% พร้อมสนับสนุนการขาดดุลการคลังเพื่อพยุง GDP รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ธนาคารกลางจีนยังมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อคงสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดเพื่อพยุง GDP ไม่ให้หดตัวเกินคาด
ยุทธศาสตร์ Supply Side Reform
เหตุผลหนึ่งที่จีนเกิดวิกฤติมาจากการที่มีอุปทานที่ล้นตลาด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทถ่านหิน เหล็กที่มีมากเกินความต้องการของตลาด ดังนั้นอีกมาตรการสำคัญในปีนี้คือยุทธศาสตร์ “Supply Side Reform”โดยการลดกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีปัญหาด้านอุปทานล้นตลาด นอกจากนี้ยังปล่อยให้ “Zombie Company” หรือบริษัทที่ดำเนินการขาดทุนและไม่มีประสิทธิภาพ ล้มละลายเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะเสี่ยงต่อสภาวะการว่างงานขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนมองว่าเป็นมะเร็งที่ต้องตัดด้วยความจำเป็น เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่างๆใช้แนวคิดสร้างนวัตกรรมในการแข่งขันให้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนจะโฟกัสภาคบริการและภาคเทคโนโลยีที่ยังสามารถขยายตัวได้ดี โดยเตรียมมาตรการลดภาษีให้กับบริษัทขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริษัทในภาคบริการ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนของบริษัทขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต
กลับมาที่ประเทศไทย คำถามคือ เจ้าของ SME ควรเรียนรู้และปรับตัวอย่างไร ประเด็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่ SME ไทยพึงระวัง คือการเป็นZombie Company
น่าสนใจตรงที่ Zombie Company ส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทหรือธุรกิจที่เปิดขึ้นตามกระแส มีสินค้าที่ไม่แตกต่างกันมาก “Me too” ไม่มีนวัตกรรมตลอดจนเรื่องดีไซน์ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ และใช้กลยุทธ์ราคาเป็นจุดขาย สุดท้ายก็ต้องแข่งขันตัดราคากันเอง โดยที่ไม่มีผู้ซื้อ กลายเป็น Zombie Company ในที่สุด
จุดนี้เมื่อย้อนกลับมาบ้านเรา ปัญหานี้เกิดขึ้นในไทยในปัจจุบันเช่นกัน เนื่องจากกิจการในไทยส่วนมากเป็นลักษณะ OEM/ Non Value-Added Product and Service ไม่สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ราคาแข่งขันย่อมไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้
ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการด้วยนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในการทำธุรกิจต่างประเทศปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพาร์ตเนอร์คือหัวใจในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการเงินอย่างธนาคารที่ SME ต้องพิถีพิถันเลือกใช้ เพราะการเลือกธนาคารสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การได้ผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์อย่างเดียว แต่หมายถึงการได้พาร์ตเนอร์ธุรกิจที่เข้าใจธุรกิจของคุณสามารถแนะนำในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน รวมถึงจัดหาคู่ค้าได้อีกด้วย ที่สำคัญมีเครือข่ายที่ครอบคลุมเพื่อจะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้ไร้รอยสะดุด จุดนี้ที่จำเป็นมากๆในการทำธุรกิจในช่วงสภาวะที่อะไรๆดูไม่แน่นอนแบบนี้
(Advertorial)
ล่าสุดธนาคารกรุงไทยได้รับเลือกเป็น Best Trade Finance Bank in Thailand 2016 จากนิตยสาร Global Finance ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจการเงินระดับโลก โดยนิตยสารได้ประกาศรางวัล “World’s Best Trade Finance Provider Awards 2016” ในงาน Bankers Association for Finance and Trade (BAFT) 2016 Global Annual Meeting ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนมกราคม 2559

ผลรางวัลมาจากการที่ Global Finance ทำการสำรวจจากกลุ่มลูกค้าผู้บริหารระดับสูง นักวิเคราะห์ และผู้ชำนาญการด้านเทคโนโลยี โดยมีหลักเกณฑ์พิจารณาจากปริมาณธุรกิจด้าน Trade Finance เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนต้องเป็นผู้ให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก ที่สามารถสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีในภาวะการค้าโลกได้ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน
ผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามโปรแกรม KTB Convenience Trade ซึ่งให้วงเงินสูงสุด 60 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ขยายธุรกิจได้ดังใจต้องการ กับธนาคารที่ให้บริการด้าน Trade Finance ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2016 (Best Trade Finance Bank in Thailand 2016) สอบถามเพิ่มเติม 02-111-1111
