Focus Group คือวิธีการวิจัยตลาดเชิงคุณภาพที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเป็นการเชิญกลุ่มคนเป้าหมายจำนวนน้อย—โดยทั่วไปมักอยู่ที่ 6 ถึง 10 คน—มานั่งพูดคุยกันในหัวข้อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยมีผู้ดำเนินรายการ (หรือ Moderator) ทำหน้าที่ตั้งคำถาม กระตุ้นการสนทนา และสังเกตปฏิกิริยาและความคิดเห็นของผู้ร่วมวง จุดเด่นของวิธีนี้คือการเข้าถึงความรู้สึก ความคิด และทัศนคติของผู้บริโภคในระดับลึก ซึ่งมักจะไม่สามารถหาได้จากแบบสอบถามหรือข้อมูลเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
Focus Group ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การสำรวจความคิดเห็นต่อสินค้าใหม่ การทดสอบคอนเซ็ปต์โฆษณา การค้นหา pain point ของผู้ใช้งาน หรือแม้แต่การดูว่าภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้านั้นตรงใจหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการเลือกผู้เข้าร่วมที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
ทำวิจัยตลาดด้วย Focus Group ด้วยตนเองได้ไหม
- ประหยัดงบประมาณ
ไม่ต้องจ้างเอเจนซีหรือบริษัทวิจัย ซึ่งอาจมีค่าบริการหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อรอบ - ควบคุมเนื้อหาและคำถามได้เอง
เหมาะกับเจ้าของแบรนด์ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจตนเองลึกซึ้ง และอยากเจาะประเด็นเฉพาะ - ได้ฟังเสียงจริงจากลูกค้าโดยตรง
เมื่อเจ้าของธุรกิจเป็นคนฟังและตั้งคำถามเอง จะเข้าใจ “น้ำเสียง” “ความลังเล” หรือ “อารมณ์” ที่อาจไม่ถูกถ่ายทอดครบถ้วนหากผ่านมือที่สาม - ยืดหยุ่นและรวดเร็ว
อยากจัดเมื่อไหร่ จัดเลย เปลี่ยนคำถามระหว่างการพูดคุยก็ได้
ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
- อคติของผู้ดำเนินการ (Bias)
เจ้าของธุรกิจอาจมี “ความเชื่อ” ล่วงหน้าต่อสินค้า ทำให้การถามคำถาม หรือการตีความคำตอบเอนเอียง - ขาดทักษะในการตั้งคำถามและควบคุมกลุ่ม
การบริหารวงพูดคุยแบบ Focus Group ต้องอาศัยเทคนิค เช่น การไม่ชี้นำคำตอบ การดึงคนเงียบให้พูด หรือการควบคุมไม่ให้คนเดียวครองบทสนทนา - การสรุปผลและวิเคราะห์ข้อมูลอาจไม่แม่นยำ
บริษัทวิจัยมีวิธีวิเคราะห์เชิงลึก เช่น Thematic Analysis, Coding Patterns หรือใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผล แต่การทำเองอาจอิงความรู้สึกมากเกินไป - ปัญหาในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง
หากเลือกเฉพาะ “คนรู้จัก” หรือ “ลูกค้าที่เคยพึงพอใจ” ก็จะไม่ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายและเป็นกลาง
ดังนั้นการให้มืออาชีพหรือบริษัทวิจัยดำเนินการให้ จึงยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
ถ้าอยากทำด้วยตัวเอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
- วัตถุประสงค์ชัดเจน: จะหาข้อมูลเรื่องอะไร เช่น ทดสอบคอนเซ็ปต์สินค้าใหม่ เข้าใจ Pain Point ลูกค้า
- คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างตั้งใจ: คละเพศ อายุ พฤติกรรมให้เหมาะกับโจทย์
- เตรียมคำถามให้หลากหลาย: ตั้งแต่คำถามเปิด (Open-ended) จนถึงคำถามเชิงลึก
- บันทึกเสียงหรือวิดีโอ เพื่อทบทวนและวิเคราะห์ภายหลัง
- ตั้งผู้ดำเนินรายการ (Moderator): ไม่ควรเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับสินค้าโดยตรง
- ใช้เทคโนโลยีช่วย: Zoom, Google Meet หรือแม้แต่ Facebook Group แบบปิดก็สามารถจัดได้
บทสรุป: ทำได้ไหม? ดีไหม?
ทำได้ ถ้าคุณมีเวลา เปิดใจ และรู้จักตั้งคำถามอย่างเป็นกลาง
ดีไหม? ดีถ้าใช้เป็นเครื่องมือ “เพื่อเข้าใจ” ไม่ใช่ “เพื่อยืนยันสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว”
และถึงแม้จะไม่ได้มืออาชีพเท่าบริษัทวิจัย แต่วิธีนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังของการฟังเสียงลูกค้าด้วยหูของคุณเอง
แล้ว Focus Group แตกต่างจาก Social Listening อย่างไร
- ควบคุมบริบทและตั้งคำถามเฉพาะเจาะจงได้
- Social Listening ฟังสิ่งที่ “คนพูดอยู่แล้ว”
- แต่ Focus Group คือการถามสิ่งที่ “เราอยากรู้” เช่น ลองทดสอบคอนเซ็ปต์ใหม่ ดูปฏิกิริยาแบบ real-time
- ได้ความรู้สึกที่ลึกกว่าแค่คีย์เวิร์ด
ใน Focus Group จะจับได้ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ความลังเล และความขัดแย้งในตัวเองของผู้ร่วมพูดคุย ซึ่งการฟังจากข้อความบนโลกออนไลน์อย่างเดียวไม่มีทางให้ข้อมูลนี้ได้ - ทดสอบแนวคิดที่ยังไม่เผยแพร่ หากยังไม่มีสินค้าให้คนพูดถึงในโลกออนไลน์ การฟังจาก Social Listening ก็ไม่เกิดประโยชน์
- ควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้ตรงเป้า Social Listening อาจสะท้อนความเห็นของคนที่ “เสียงดัง” แต่ไม่ใช่ลูกค้าจริงของคุณก็ได้ เช่น คนบน Twitter ที่พูดเยอะ อาจไม่ได้ซื้อของจริงเลย
ความแตกต่างของ Social Listening
- ขนาดข้อมูล (Sample Size)
- Focus Group มีแค่ 6–10 คน/รอบ
- แต่ Social Listening สามารถวิเคราะห์ความเห็นของคนหลายพันคนได้พร้อมกัน
- ความเร็วในการได้ข้อมูล
- Social Listening ทำได้แบบ Real-time
- ส่วน Focus Group ต้องนัดคน เตรียมห้อง จัดกลุ่ม วิเคราะห์ ฯลฯ
- จับกระแสสังคมและเทรนด์ได้ดีกว่า
- Social Listening คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในยุคนี้ถ้าคุณอยากรู้ว่า “ตอนนี้ผู้คนสนใจหรือพูดถึงอะไรอยู่”
สรุป: ไม่ใช่ “Focus Group vs Social Listening” แต่เป็น “ใช้ร่วมกัน”
Focus Group เป็น “เครื่องมือคลาสสิก” ที่ยังทรงพลังในกรณีที่:
- ต้องการเข้าใจเหตุผลลึก ๆ ว่าทำไมลูกค้าถึงคิดหรือรู้สึกแบบนั้น
- ต้องการทดสอบสิ่งใหม่ก่อนเปิดตัวจริง
- หรืออยากเข้าใจ pain point ที่ลูกค้าอาจไม่เขียนโพสต์ระบายลงออนไลน์
ขณะที่ Social Listening เหมาะกับ:
- การจับเทรนด์
- การติดตามความรู้สึกผู้คนที่พูดถึงแบรนด์ในวงกว้าง
- และการทำ crisis monitoring แบบ real-time
หากต้องเลือกใช้จริงในยุคนี้ แนะนำให้ ใช้ควบคู่กัน จะดีที่สุด
Focus Group เพื่อความลึก
Social Listening เพื่อความกว้าง 🟥
–
