Focus Group คือวิธีการวิจัยตลาดเชิงคุณภาพที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเป็นการเชิญกลุ่มคนเป้าหมายจำนวนน้อย—โดยทั่วไปมักอยู่ที่ 6 ถึง 10 คน—มานั่งพูดคุยกันในหัวข้อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยมีผู้ดำเนินรายการ (หรือ Moderator) ทำหน้าที่ตั้งคำถาม กระตุ้นการสนทนา และสังเกตปฏิกิริยาและความคิดเห็นของผู้ร่วมวง จุดเด่นของวิธีนี้คือการเข้าถึงความรู้สึก ความคิด และทัศนคติของผู้บริโภคในระดับลึก ซึ่งมักจะไม่สามารถหาได้จากแบบสอบถามหรือข้อมูลเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

Focus Group ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การสำรวจความคิดเห็นต่อสินค้าใหม่ การทดสอบคอนเซ็ปต์โฆษณา การค้นหา pain point ของผู้ใช้งาน หรือแม้แต่การดูว่าภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้านั้นตรงใจหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการเลือกผู้เข้าร่วมที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

ทำวิจัยตลาดด้วย Focus Group ด้วยตนเองได้ไหม

  1. ประหยัดงบประมาณ
    ไม่ต้องจ้างเอเจนซีหรือบริษัทวิจัย ซึ่งอาจมีค่าบริการหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อรอบ
  2. ควบคุมเนื้อหาและคำถามได้เอง
    เหมาะกับเจ้าของแบรนด์ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจตนเองลึกซึ้ง และอยากเจาะประเด็นเฉพาะ
  3. ได้ฟังเสียงจริงจากลูกค้าโดยตรง
    เมื่อเจ้าของธุรกิจเป็นคนฟังและตั้งคำถามเอง จะเข้าใจ “น้ำเสียง” “ความลังเล” หรือ “อารมณ์” ที่อาจไม่ถูกถ่ายทอดครบถ้วนหากผ่านมือที่สาม
  4. ยืดหยุ่นและรวดเร็ว
    อยากจัดเมื่อไหร่ จัดเลย เปลี่ยนคำถามระหว่างการพูดคุยก็ได้

ความเสี่ยงและข้อควรระวัง

  1. อคติของผู้ดำเนินการ (Bias)
    เจ้าของธุรกิจอาจมี “ความเชื่อ” ล่วงหน้าต่อสินค้า ทำให้การถามคำถาม หรือการตีความคำตอบเอนเอียง
  2. ขาดทักษะในการตั้งคำถามและควบคุมกลุ่ม
    การบริหารวงพูดคุยแบบ Focus Group ต้องอาศัยเทคนิค เช่น การไม่ชี้นำคำตอบ การดึงคนเงียบให้พูด หรือการควบคุมไม่ให้คนเดียวครองบทสนทนา
  3. การสรุปผลและวิเคราะห์ข้อมูลอาจไม่แม่นยำ
    บริษัทวิจัยมีวิธีวิเคราะห์เชิงลึก เช่น Thematic Analysis, Coding Patterns หรือใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผล แต่การทำเองอาจอิงความรู้สึกมากเกินไป
  4. ปัญหาในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง
    หากเลือกเฉพาะ “คนรู้จัก” หรือ “ลูกค้าที่เคยพึงพอใจ” ก็จะไม่ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายและเป็นกลาง

ดังนั้นการให้มืออาชีพหรือบริษัทวิจัยดำเนินการให้ จึงยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

ถ้าอยากทำด้วยตัวเอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

  • วัตถุประสงค์ชัดเจน: จะหาข้อมูลเรื่องอะไร เช่น ทดสอบคอนเซ็ปต์สินค้าใหม่ เข้าใจ Pain Point ลูกค้า
  • คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างตั้งใจ: คละเพศ อายุ พฤติกรรมให้เหมาะกับโจทย์
  • เตรียมคำถามให้หลากหลาย: ตั้งแต่คำถามเปิด (Open-ended) จนถึงคำถามเชิงลึก
  • บันทึกเสียงหรือวิดีโอ เพื่อทบทวนและวิเคราะห์ภายหลัง
  • ตั้งผู้ดำเนินรายการ (Moderator): ไม่ควรเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับสินค้าโดยตรง
  • ใช้เทคโนโลยีช่วย: Zoom, Google Meet หรือแม้แต่ Facebook Group แบบปิดก็สามารถจัดได้

บทสรุป: ทำได้ไหม? ดีไหม?

ทำได้ ถ้าคุณมีเวลา เปิดใจ และรู้จักตั้งคำถามอย่างเป็นกลาง
ดีไหม? ดีถ้าใช้เป็นเครื่องมือ “เพื่อเข้าใจ” ไม่ใช่ “เพื่อยืนยันสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว”
และถึงแม้จะไม่ได้มืออาชีพเท่าบริษัทวิจัย แต่วิธีนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังของการฟังเสียงลูกค้าด้วยหูของคุณเอง

แล้ว Focus Group แตกต่างจาก Social Listening อย่างไร

  1. ควบคุมบริบทและตั้งคำถามเฉพาะเจาะจงได้
    • Social Listening ฟังสิ่งที่ “คนพูดอยู่แล้ว”
    • แต่ Focus Group คือการถามสิ่งที่ “เราอยากรู้” เช่น ลองทดสอบคอนเซ็ปต์ใหม่ ดูปฏิกิริยาแบบ real-time
  2. ได้ความรู้สึกที่ลึกกว่าแค่คีย์เวิร์ด
    ใน Focus Group จะจับได้ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ความลังเล และความขัดแย้งในตัวเองของผู้ร่วมพูดคุย ซึ่งการฟังจากข้อความบนโลกออนไลน์อย่างเดียวไม่มีทางให้ข้อมูลนี้ได้
  3. ทดสอบแนวคิดที่ยังไม่เผยแพร่ หากยังไม่มีสินค้าให้คนพูดถึงในโลกออนไลน์ การฟังจาก Social Listening ก็ไม่เกิดประโยชน์
  4. ควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้ตรงเป้า Social Listening อาจสะท้อนความเห็นของคนที่ “เสียงดัง” แต่ไม่ใช่ลูกค้าจริงของคุณก็ได้ เช่น คนบน Twitter ที่พูดเยอะ อาจไม่ได้ซื้อของจริงเลย

ความแตกต่างของ Social Listening

  1. ขนาดข้อมูล (Sample Size)
    • Focus Group มีแค่ 6–10 คน/รอบ
    • แต่ Social Listening สามารถวิเคราะห์ความเห็นของคนหลายพันคนได้พร้อมกัน
  2. ความเร็วในการได้ข้อมูล
    • Social Listening ทำได้แบบ Real-time
    • ส่วน Focus Group ต้องนัดคน เตรียมห้อง จัดกลุ่ม วิเคราะห์ ฯลฯ
  3. จับกระแสสังคมและเทรนด์ได้ดีกว่า
    • Social Listening คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในยุคนี้ถ้าคุณอยากรู้ว่า “ตอนนี้ผู้คนสนใจหรือพูดถึงอะไรอยู่”

สรุป: ไม่ใช่ “Focus Group vs Social Listening” แต่เป็น ใช้ร่วมกัน

Focus Group เป็น “เครื่องมือคลาสสิก” ที่ยังทรงพลังในกรณีที่:

  • ต้องการเข้าใจเหตุผลลึก ๆ ว่าทำไมลูกค้าถึงคิดหรือรู้สึกแบบนั้น
  • ต้องการทดสอบสิ่งใหม่ก่อนเปิดตัวจริง
  • หรืออยากเข้าใจ pain point ที่ลูกค้าอาจไม่เขียนโพสต์ระบายลงออนไลน์

ขณะที่ Social Listening เหมาะกับ:

  • การจับเทรนด์
  • การติดตามความรู้สึกผู้คนที่พูดถึงแบรนด์ในวงกว้าง
  • และการทำ crisis monitoring แบบ real-time

หากต้องเลือกใช้จริงในยุคนี้ แนะนำให้ ใช้ควบคู่กัน จะดีที่สุด
Focus Group เพื่อความลึก
Social Listening เพื่อความกว้าง 🟥


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer