ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกตามส่วนแบ่งการตลาด บริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรก กำไร 6.7 ล้านล้านวอน (4,680 ล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อน ส่วนหุ้นของ Samsung ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีหลักที่มีผลงานแย่ที่สุดในปีที่แล้ว ลดลง 0.4% สอดคล้องกับตลาดโดยรวม
Samsung รายงานผลประกอบการธุรกิจอุปกรณ์มือถือและเครือข่ายของ Samsung ไตรมาส 1 ปี 2568 ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยที่กำไรเพิ่มขึ้น 23% สู่ระดับ 4.3 ล้านล้านวอนซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี แม้ว่าธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แต่กำไรจากการดำเนินงานของแผนกชิปกลับลดลง 42% เหลือ 1.1 ล้านล้านวอนจากปีก่อน แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะมีการกักตุนชิปไว้ก็ตาม
Samsung รายงานยอดขายหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งใช้ในโพรเซสเซอร์ AI ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการควบคุมการส่งออกชิป AI ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทได้รับมือด้วยการจัดหาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ HBM3E ที่ได้รับการปรับปรุงให้แก่ลูกค้ารายใหญ่แล้ว และคาดว่ายอดขาย HBM ซึ่งแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสแรกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สอง
นักวิเคราะห์ประเมินว่ารายได้ HBM ของ Samsung ประมาณ 1 ใน 3 มาจากจีน แต่ยังคงตามหลังคู่แข่งอย่าง SK Hynix ซึ่งก่อนหน้าการรายงานผลประกอบการของซัมซุง SK Hynix ได้ประกาศกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสแรกสูงเป็นอันดับสอง เพิ่มขึ้น 158% แตะที่ 7.4 ล้านล้านวอน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 10% อยู่ที่ 79.1 ล้านล้านวอน
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกการเพิ่มขึ้นของกำไรที่ 23% ของซัมซุง ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัว Galaxy S25 รุ่นเรือธงล่าสุดพร้อมฟีเจอร์ AI และลูกค้าแห่กันซื้อสมาร์ตโฟนรวมถึงชิปทั่วไปล่วงหน้า เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับภาษีของสหรัฐฯ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากธุรกิจชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนตลอดทั้งปี ขณะที่ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนก็เผชิญแรงกดดันมีแนวโน้มลดลงในไตรมาสสอง
ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้องขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างน้อย 145% เพื่อบีบหลายบริษัทย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
แม้ว่า Apple จะย้ายการผลิตบางส่วนไปยังภูมิภาคอื่น เช่น อินเดีย แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนน้อย เพราะกว่า 90% ของการผลิตยังคงอยู่ในจีน แม้ว่าสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่น ๆ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ จะเข้าข่ายข้อยกเว้นการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบแทน แต่โดยรวมที่ภาษีมุ่งเป้าไปที่เซมิคอนดักเตอร์ก็ยังสร้างผลกระทบใหญ่อยู่ดี
ขณะที่ Samsung Galaxy ผลิตในเวียดนาม อินเดีย และเกาหลีใต้เป็นหลัก คาดการณ์ว่า 60% ของการผลิตสมาร์ตโฟนของ Samsung อยู่ในเวียดนาม ขณะที่อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตโทรศัพท์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของบริษัท ส่วนที่เหลืออยู่ในเกาหลีใต้และลาตินอเมริกา
สถานการณ์ในจีนที่ผ่านมา Samsung ได้ปิดโรงงานผลิตโทรศัพท์แห่งสุดท้ายในจีนไปตั้งแต่ปี 2019 หลังจากเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งในประเทศ แม้จะไม่พึ่งพาการผลิตสมาร์ตโฟนจากจีนมากนัก แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะภาษีของทรัมป์ต่อจีนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรวม เพราะประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญต่างก็เผชิญภาษีของทรัมป์ทั้งนั้น
ในภาพรวมภาวะเศรษฐกิจจะยังส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินของผู้บริโภคด้วย ซึ่งอาจทำให้ความต้องการสมาร์ตโฟนลดลง เนื่องจากภาษีทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้บริโภคอาจใช้สมาร์ตโฟนเดิมนานขึ้น ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเกิดใหม่อาจชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม Samsung คาดว่ายอดขาย SSD และหน่วยความจำ จะฟื้นตัวกลับมาได้ในไตรมาส 2 เนื่องจากการเติบโตของ AI และการเปิดตัวโพรเซสเซอร์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายเซิร์ฟเวอร์ นอกจากนี้ ผู้บริหารยังมองว่าการยุติการสนับสนุน Windows 10 ในเร็ว ๆ นี้จะช่วยให้ Samsung กระตุ้นยอดขายพีซีรุ่นใหม่ได้ และจำนวนให้บริการ AI สำหรับสมาร์ตโฟนที่เพิ่มขึ้นจะกระตุ้นความต้องการด้วยเช่นกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความไม่แน่นอนระดับมหภาคต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความผันผวนของอุปสงค์ได้ทุกเมื่อ
อ้างอิง: The Register, FinancialTimes, TheIndependent, CNBC
–
