Trends / เอเชียกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของการเดินทางทางอากาศ และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคต่างก็เตรียมพร้อมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้

ล่าสุด สนามบินชางงีของสิงคโปร์ได้เริ่มการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 5 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2524 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงกลางทศวรรษ 2030 อาคารใหม่นี้มีพื้นที่กว้างถึง 1,080 เฮกตาร์
นี่จะส่งผลให้ขนาดพื้นที่รวมเพิ่มขึ้นจากเดิมสองเท่า และเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารให้ดีขึ้น โดยจาก 90 ล้านคนต่อปีในปัจจุบัน เป็น 140 ล้านคนต่อปี
นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ กล่าวในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ว่า การตัดสินใจสร้างอาคาร 5 เป็นไปตามคาดการณ์ว่า ในระยะยาวการเดินทางทางอากาศมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายกฯ ลี เสริมว่า เมื่ออาคารผู้โดยสารแห่งใหม่แล้วเสร็จ สิงคโปร์จะเชื่อมต่อกับ 200 เมืองทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีการเชื่อมต่อ 170 เมือง และนำพาโลกมาสู่สิงคโปร์มากขึ้น โดยการเชื่อมต่อนี้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเราในฐานะศูนย์กลางการบิน สนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การบินและอวกาศ และโลจิสติกส์
นายกฯ ลี ยังกล่าวอีกด้วยว่า การแข่งขันในภูมิภาคนี้เพิ่มสูงขึ้น ยืนยันได้จากการที่สนามบินหลายแห่งในเอเชียกำลังลงทุนอย่างมากในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ทันสมัย
สำหรับสนามบินชางงี มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์ เพราะภาคโลจิสติกส์ของสนามบินคิดเป็น 5% ของ GDP ประเทศ
ส่วนในระดับนานาชาติก็เพิ่งได้รับรางวัลเป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลก จาก Skytrax ประจำปี 2025 โดยเป็นครั้งที่ 13 แล้วและเมื่อปี 2024 มีผู้โดยสารมาใช้บริการราว 68 ล้านคน และหากการขยายเสร็จสิ้นจะทำให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 100 ล้านคนขึ้นไปอีกแห่งของเอเชีย ระดับเดียวกับสนามบินใน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ โตเกียว และเกาหลีใต้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการขยายสนามบินหลายแห่งในแถบเอเชีย โดยที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงได้เปิดใช้งานรันเวย์ที่สามเมื่อเดือนพฤศจิกายน และกำลังขยายอาคารผู้โดยสาร 2 โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคน และขนส่งสินค้า 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2035
ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยได้เปิดรันเวย์ที่สามเมื่อเดือนกันยายน 2024 ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน หลังจากที่อาคารผู้โดยสารรองหลังใหม่สร้างเสร็จเมื่อปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะขยายทิศตะวันออกเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินภายในปี 2027

ขณะที่สนามบินนานาชาติอินชอนของเกาหลีใต้ โครงการขยายระยะที่ 4 เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนธันวาคม ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 106 ล้านคนต่อปี จากเดิม 77 ล้านคน และกลายเป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก
โทมัส เพลเลกริน ผู้บริหารจาก Deloitte บริษัทตรวจสอบบัญชีและให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ทัศนะว่า เอเชียได้กลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของการเดินทางทางอากาศหลังยุคโควิด
และการเติบโตนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเดินทางทางอากาศมากขึ้นตามการเติบโตของรายได้ รวมถึงอัตราการเติบโตของความเป็นเมืองที่สูงในภูมิภาค ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศได้ง่ายขึ้น และการเพิ่มขึ้นของความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในภูมิภาคนี้
ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าในระยะสั้นจะอยู่ที่ 7.9% ส่วนในระยะยาวจะอยู่ที่ 5.1% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก และสูงกว่าตลาดที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
จากข้อมูลทั้งหมดจึงมีการประเมินกันว่า เพื่อตอบสนองการขยายตัวในการเดินทางและท่องเที่ยว ในอีก 10 ปีจากนี้ สนามบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางจึงต้องทุ่มงบรวมกันมากถึง 240,000 ดอลลาร์ (ราว 8 ล้านล้านบาท) สำหรับการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ ต่อเนื่องไปถึงการขยายสนามบินหรือแม้กระทั่งสร้างสนามบินใหม่ขึ้นมา

และเมื่อถึงปี 2043 สนามบินทั่วเอเชียจะต้องรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณสองเท่า ซึ่งจะสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น การขยายหรือสร้างสนามบินแห่งใหม่จึงจำเป็นอย่างยิ่ง/cnbc
–
