ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง โอซาก้า หรือ เกียวโต กำลังประสบปัญหา overtourism จากนักท่องเที่ยวที่เยอะเกินไป จนเริ่มกระทบความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น

แต่เมืองรองหลายเมืองในญี่ปุ่นแม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่นิยมขนาดนั้น จึงยังจำเป็นต้องนำเสนอตนเองเพื่อหานักท่องเที่ยวเข้ามาช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่น

Marketeer ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Nippon Haku Bangkok ที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งเป็นงานรวบรวมสารพัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น ตั้งแต่อาหาร สินค้า วัฒนธรรม การศึกษา ไปจนถึงบริษัทที่มาเปิดรับพนักงาน

โดยหนึ่งในส่วนที่สะดุดตาคือ การที่หลายจังหวัดเมืองรองที่มาออกบูธเชิญชวนการท่องเที่ยวภายในเมือง โดยแต่ละเมืองก็จะมีจุดขายเป็นของตัวเอง

แต่หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าหยิบยกมาเล่า
ชิมะนะมิไคโด ที่เลือกจะเจาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นหลัก

.

ชิมะนะมิไคโด คือเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองโอะโนะมิจิในจังหวัดฮิโรชิมากับเมืองอิมาบาริในจังหวัดเอฮิเมะ ผ่านเกาะ 6 เกาะ ได้แก่ มุไกชิมะ อินโนชิมะ อิกุจิชิมะ โอะมิชิมะ ฮาคาตาจิมะ และโอะชิมะ

เส้นทางนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์สะพาน” เพราะมีสะพานขนาดใหญ่ 7 สะพานเชื่อมระหว่างเกาะต่างๆ เป็นเส้นทางยาว 70 กิโลเมตร

ชิมะนะมิไคโดมีชื่อเสียงในหมู่นักปั่นจักรยานทั่วโลก โดยสามารถปั่นจบเส้นทางยาว 70 กิโลเมตรได้ภายใน 4 ชั่วโมง แต่สำหรับใครที่อยากชมวิวและแวะเที่ยวสถานที่ต่างๆ ระหว่างทาง จะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

ระหว่างเส้นทาง นอกจากบรรยากาศข้างทางยังมี พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ให้เยี่ยมชม เช่น พิพิธภัณฑ์ของกลุ่มโจรสลัดในศตวรรษที่ 14-16 หรือพิพิธภัณฑ์อาวุธยุคซามุไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

โดยเส้นทางนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจักรยานโดยเฉพาะ มีป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง ไม่ต้องกลัวหลงทาง และระหว่างทางก็มีจุดพักสำหรับนักปั่นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนมากกว่า 150 จุด

รวมถึงมีจักรยานหลากหลายประเภทให้เช่า และสามารถคืนที่จุดใดก็ได้ตลอดเส้นทาง

.

สิ่งที่ทำให้ชิมะนะมิไคโดน่าสนใจคือ การเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น โบรชัวร์ เว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งบูธที่มาเปิดในประเทศไทย ก็นำเสนอข้อมูลไปในทางเดียวกัน

และไม่ใช่แค่การนำเสนอ แต่ทางท้องถิ่นก็ลงทุนสนับสนุนเรื่องนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำป้ายนำทาง ทำจุดพัก การมีบริษัทเช่าจักรยาน คล้ายกับเป็นการจับมือของทุกคนในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

สิ่งที่ทำให้ชิมะนะมิไคโดทำคือการที่พวกเขาไม่ได้แค่บอกว่า “มาปั่นจักรยานนะ” แต่เข้าใจว่านักปั่นต้องการอะไร:

  • ความสะดวก: ระบบเช่าจักรยานแบบ flexible ที่ไม่ต้องคืนที่เดิม
  • ความปลอดภัย: เส้นทางแยกจากรถยนต์ มีป้ายบอกทางชัดเจน
  • บริการเสริม: มีบริการส่งสัมภาระแบบวันเดียวถึงระหว่างที่พักต่างๆ
  • ข้อมูลครบถ้วน: มีข้อมูลครบครันตั้งแต่วิธีการเดินทางไป รายการของที่ต้องเตรียม ไปจนถึงคำแนะนำในการเดินทาง

ซึ่งการที่ชิมะนะมิไคโดมีตัวตนที่ชัดเจน มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จะทำให้สถานที่นี้เป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการหาที่ปั่นจักรยานในญี่ปุ่น

.

ถ้านำชิมะนะมิไคโดเป็นกรณีศึกษา นี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ และสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้

  1. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย – เข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร มีปัญหาอะไร
    เช่น นักท่องเที่ยวมักมีกระเป๋าเดินทางมาด้วย เลยมีบริการส่งกระเป๋าข้ามเกาะเพื่อความสะดวกสบาย
  2. ออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ – ไม่ได้ชูจุดเด่นแค่ไม่กี่อย่าง แต่คิดถึงในทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัส
    เช่น มีทั้งจุดพักนักท่องเที่ยว การให้ข้อมูลสถานที่น่าสนใจแต่ละเกาะ และเส้นบอกทางตลอดเส้นทาง
  3. สร้างความแตกต่าง – ในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือนกัน การมีตัวตนที่ชัดเจนคือสิ่งสำคัญ
    เช่น ชิมะนะมิไคโดนำเสนอว่าตัวเองคือ “เส้นทางสำหรับนักปั่นจักรยาน” โดยไม่ได้เน้นเรื่องออนเซ็น หรือธรรมชาติ เหมือนเมืองอื่น
  4. ลงทุนในรายละเอียด – รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย
    เช่น ป้ายบอกทางภาษาอังกฤษ หรือการแนะนำอาหารที่นิยมในแต่ละเกาะ

ชิมะนะมิไคโดเป็นตัวอย่างการทำการตลาดที่น่าสนใจ การเลือกที่จะมี “ตัวตนที่ชัดเจน” ในใจกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง อาจจะดีกว่าการพยายามเป็น “ทุกอย่าง” สำหรับทุกคน

ที่มา

https://www.cyclonoie.com/en/shimanamikaido-e/

https://www.jnto.or.th/newsletter/shimanami-kaido-cycling/

https://www.facebook.com/visitshimanamijapan

#ญี่ปุ่น #การท่องเที่ยว #จักรยาน #การตลาด #NipponHakuBangkok #เส้นทางชิมะนะมิไคโด