“ถ้ามันไม่รอด อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าลองทำอะไรใหม่ๆ แล้ว” คริส ฮินเดิล เจ้าของผับ XLR ในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ กล่าวหลังถูกถามว่า แคมเปญใหม่เพื่อดึงลูกค้าในยุควิกฤตธุรกิจผับ-บาร์ และร้านอาหารจะได้ผลหรือไม่
แคมเปญดังกล่าวที่เจ้าของผับแห่งนี้เป็นผู้คิดค้นขึ้นคือการอนุญาตให้ลูกค้านำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเองได้ตามจำนวนที่กำหนดแล้ว โดยคิดค่าวาง 2 ปอนด์ (ประมาณ 86 บาท) กับค่าเข้าอีกไม่เกิด 15 ปอนด์ (ประมาณ 645 บาท) และพนักงานในร้านจะไปหยิบเครื่องดื่มที่ฝากไว้ตามเบอร์ไปเสิร์ฟให้เมื่อสั่ง

เจ้าของร้าน XLR ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของแคมเปญนี้ที่ใช้ชื่อว่า “BYOB” (Bring Your Own Booze) ก็เพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ยังมีรายได้ไม่มาก หรือยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง พร้อมกันนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ดื่มหนักล่วงหน้าจนเมาเกินไป แล้วไปก่ออุบัติเหตุอีกด้วย
ผลตอบรับในคืนแรกของการแคมเปญนี้ทำให้เจ้าของร้าน XLR ยิ้มได้ เพราะ ลูกค้ากลับมาเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็พอใจที่บรรยากาศในร้านดีขึ้น หลังบรรดาลูกค้ามีสติและสามารถสนทนากันได้ดีกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องดื่มอย่างหนักมาก่อนเข้าร้าน
อย่างไรก็ตามจากนี้ต้องจับตาดูว่าแคมเปญ BYOB จะกลายเป็นเทรนด์ขึ้นมาได้หรือไม่และขยายวงไปได้ไกลแค่ไหน เพราะกำไรในร้านจากยอดขายเครื่องดื่มในที่มีอยู่ในร้านย่อมลดลงไป
นอกจากนี้แต่ละร้านยังต้องจัดการเครื่องดื่มของลูกค้าที่เหลือเมื่อสิ้นสุดเวลาบริการ เนื่องจากข้อบังคับทางกฎหมายอังกฤษไม่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มออกจากสถานบริการได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความพยายามหาทางรอดของร้านอาหาร ผับ-บาร์ ในอังกฤษ จากปัญหาค่าครองชีพที่ดันให้ราคาสินค้าส่วนใหญ่แพงขึ้น การขึ้นภาษีเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั้งหมด
ต่อเนื่องไปถึงตัวเลขในการทำธุรกิจที่ต่างก็ปรับขึ้นตาม ขณะเดียวกันยังมาเจอกับพฤติกรรมการสังสรรค์ของ Gen Z ที่เปลี่ยนไปจากคนรุ่นก่อน เพราะพวกเขา แทบไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม แล้วหันไปมองฟิตเนสเป็นกิจกรรมซึ่งดีต่อสุขภาพกว่าการเข้าสังคมแทน

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผับ-บาร์ ในอังกฤษ มากมายต้องปิดไป โดยสมาคมอุตสาหกรรมกลางคืนสหราชอาณาจักร เผยรายงานว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สถานบันเทิงในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอังกฤษต้องปิดกิจการลงเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 แห่ง
ขณะที่เจ้าของร้าน 7 ใน 10 แห่งประสบภาวะขาดทุน และ 1 ใน 4 ของเมืองที่เคยมีไนต์คลับในปี 2563 ปัจจุบันกลับไม่มีสถานบันเทิงประเภทนี้เหลืออยู่เลย
ส่วนถ้าดูในภาพใหญ่สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน โดยมีรายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมปีนี้ สหราชอาณาจักรมีร้านอาหาร ผับ และโรงแรมปิดตัวลงเฉลี่ยสัปดาห์ละ 20 แห่ง
วิกฤตในธุรกิจร้านอาหาร และสถานบันเทิงอังกฤษ ยังกระทบไปถึงกลุ่มร้านอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะทาง อย่าง ร้านที่ขายเมนูเนื้อสังเคราะห์จากโปรตีนพืช (Plant-based) อีกด้วย
โดยแม้ส่วนหนึ่งมาจากการนิยมในอาหาร Plant-based ที่ลดลงไป ท่ามกลางความกังวลเรื่องอาหารแปรรูป แต่ วิกฤตค่าครองชีพ ปัญหาเศรษฐกิจ ข้าวของราคาแพง และต้นทุนที่สูงขึ้น ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายร้านในกลุ่มนี้ต้องปิดไปเช่นกัน / theguardian
