กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังถูกจับตามองจากคนทั่วโลก และคนในประเทศเองต่างก็เป็นกังวลอย่างมาก สำหรับการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ของจีน โดยล่าสุดมีแนวโน้มว่า งานที่หายากอยู่แล้วจะยากยิ่งขึ้นไปอีก 

1 ตุลาคมที่ผ่านมา จีนได้เริ่มเปิดให้ชาวต่างชาติขอ K-visa เพื่อหวังดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุ่นใหม่จากต่างประเทศ 

ทางการจีนมองว่านโยบายนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และยังจะเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีบนเวทีโลก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ 

มีการวิเคราะห์ว่า จีนเลือกจังหวะเวลาได้อย่างน่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ คู่แข่งอันดับ 1 ณ ปัจจุบัน สั่งลดงบการวิจัย และเข้มงวดกับนักศึกษาและแรงงานต่างชาติ จนทำให้นักศึกษาต่างชาติ รวมไปถึงคนเก่งๆ ที่ไปปักหลักอยู่ในสหรัฐฯ กำลังหาประเทศอื่นเพื่อทำงาน 

ทว่าเรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนในสื่อออนไลน์จีน โดยผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ต่างๆ ออกมาแสดงความไม่พอใจ เพราะเห็นว่าบรรดาคนเก่งๆ จากต่างชาติที่รัฐบาลอ้างว่า จะมาช่วยวิจัยและพัฒนาประเทศนี้ อาจจะเข้ามาแย่งงานบัณฑิตจีนจบใหม่ ซึ่งปัจจุบันก็หางานทำยากมากอยู่แล้ว 

ความลำบากในการหางานของคนรุ่นใหม่ทั้งกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ยืนยันได้จากข้อมูลน่ากังวลมากมาย เริ่มจากอัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ทั้งปริญญาตรีและโท ซึ่งสูงถึง 19% 

ต่อด้วยการที่มีบัณฑิตกว่า 12.2 ล้านคนที่กำลังแย่งกันหางานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และส่วนมากในจำนวนนี้ก็เป็นผู้ที่เรียนในสาขา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) อีกด้วย 

รวมไปถึงบัณฑิตจบสูงๆ หรือเรียนสาขายาก ถึงขนาดยอมทำงานต่ำกว่าวุฒิ ต้องไปเป็นภารโรงหรือเด็กเสิร์ฟเพื่อประทังชีพช่วงหางาน ต่อเนื่องไปถึงการที่ Gen Y และ Gen Z พากันไปฝังตัวอยู่ร้านกาแฟที่เปิดเป็น “ออฟฟิศหลอกๆ” ระหว่างหางาน เพื่อถ่ายรูปโพสต์ขึ้นโซเชียล ให้ตัวเองสบายใจ หลอกเพื่อนและครอบครัวว่าได้ทำงานแล้ว 

คอมเมนต์ชาวจีนที่ไม่เห็นด้วยต่อ K-visa เต็มไปด้วยความร้อนแรง เช่น “คนที่จบปริญญาโทจำนวนมากกำลังลำบาก แล้วจะไปดึงตัวชาวต่างชาติให้มาแย่งงานอีกทำไม” 

สำหรับ K-visa แม้เพิ่งเปิดตัว และยังไม่มีการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร เพราะสถานทูตจีนทั่วโลกอยู่ในช่วงหยุดยาว 8 วันตามวันหยุดราชการ แต่เรื่องนี้ก็ต้องจับตามอง เนื่องจากหากมีชาวต่างชาติที่ถือวีซ่าประเภทดังกล่าว ย่อมเข้ามาแย่งงานบัณฑิตจบใหม่ในประเทศอย่างแน่นอน 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ก็กำลังจะซับซ้อนยิ่งขึ้น หลังมีรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนสาขาต่างๆ ที่ไปอยู่สหรัฐฯ นานๆ ต่างเริ่มพากันกลับบ้านเกิด จากนโยบายแข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐฯ

ประกอบกับในปัจจุบันจีนก็มี R-visa สำหรับชาวต่างชาติที่มีความสามารถสูงหรือผู้เชี่ยวชาญที่รัฐบาลต้องการอย่างเร่งด่วนอยู่แล้ว 

ส่วนจากนี้ต้องจับตาดูว่า รัฐบาลจีน จะแก้ไขสถานการณ์หรือบริหารจัดการอย่างไร โดยจีนต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการ “นำเข้า” คนเก่งต่างชาติมาเร่งสปีดการพัฒนาประเทศ กับการใช้คนที่เรียนจบจากสถาบันในประเทศ 

เพราะหากกลุ่มหลังถูกมองข้าม พวกเขาก็จะมองว่าตนตกอยู่ท่ามกลางเกมการเมืองระหว่างประเทศและการชิงอำนาจกันระหว่างสองขั้วอำนาจโลก

ทำให้ในที่สุด นอกจากเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจแล้วยังอาจทำให้เกิดปัญหาสมองไหลที่คนเก่งๆ ชาวจีนหนีไปทำงานทำต่างประเทศก็เป็นได้ / cnn 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer