นอกจากจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติจนกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “ครัวโลก” ที่สำคัญแล้ว กลุ่มประเทศอาเซียนยังมีจุดแข็งอีกประการที่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกต่างอิจฉา นั่นคือการมีสัดส่วนประชากรกว่าครึ่งหนึ่งอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนี้คือชาว Gen Z ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะฟันเฟืองสำคัญ
ทว่า ปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ อัตราการว่างงานในกลุ่ม Gen Z ทั่วภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่จะฉุดรั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจกลายเป็นชนวนเหตุของปัญหาทางสังคมที่รุนแรงได้
สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏชัดจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน อินโดนีเซีย ที่มีชนวนเหตุจากความไม่พอใจในค่าครองชีพและช่องว่างทางรายได้ที่กว้างขึ้น ไปจนถึงสถานการณ์ใน สิงคโปร์ ที่พบว่าคนรุ่นใหม่ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะสามารถหางานทำได้

ปัญหาของแรงงานรุ่นใหม่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะยังพบภาวะ “การทำงานต่ำระดับ” หรือการทำงานที่ไม่ตรงกับวุฒิการศึกษาและทักษะความสามารถ ซึ่งหากปล่อยไว้จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดภาวะ “สมองไหล” เมื่อบัณฑิตที่มีศักยภาพสูงตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ
แม้ ประเทศไทย จะมีตัวเลขที่ดูน่าเบาใจที่สุดในอาเซียน ด้วยอัตราการว่างงานของคน Gen Z ที่ต่ำเพียง 5.9% แต่ตัวเลขนี้กลับซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญไว้ เพราะงานส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมซึ่งให้ค่าตอบแทนต่ำและขาดความก้าวหน้าในอาชีพ สะท้อนถึงการขาดแคลนการสร้างงานที่มีมูลค่าสูงเพื่อรองรับแรงงานทักษะใหม่ๆ ขณะที่งานในเมืองหลวงแม้จะมีรายได้สูง แต่การแข่งขันก็รุนแรงมากเช่นกัน
ทางด้าน สิงคโปร์ แม้จะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญภาวะ “ผลิตคนไม่ทันงาน” โดยเฉพาะความต้องการแรงงานในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเอไอ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พุ่งสูงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 สถานการณ์นี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีกับสิ่งที่ตลาดต้องการ แม้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะได้งานประจำที่มั่นคงขึ้น แต่ความยากในการหางานให้ตรงกับความเชี่ยวชาญยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
สำหรับ มาเลเซีย แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นหลังผ่านพ้นยุคล็อกดาวน์ แต่อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ยังคงแตะระดับ 10% โดยปัญหาหลักคือภาวะ “วุฒิสูงเกินงาน” ทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องจำใจทำงานที่ต่ำกว่าความสามารถและได้รับค่าจ้างที่ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนทางการศึกษา
ปิดท้ายที่พี่ใหญ่อย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด ด้วยอัตราการว่างงานในกลุ่ม Gen Z ที่สูงถึง 16.2% แรงงานกว่าครึ่งถูกบีบให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานนอกระบบ เช่น ไรเดอร์ส่งอาหารหรือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นงานที่ขาดสวัสดิการและความมั่นคงในระยะยาว จนกลายเป็นความอัดอั้นและนำไปสู่การประท้วงตามที่กล่าวไปข้างต้น
สื่ออาเซียนได้วิเคราะห์โดยอ้างอิงทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารชั้นนำในภูมิภาคว่า รัฐบาลอาเซียนต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น โครงการ GRIT ของสิงคโปร์ที่สนับสนุนการฝึกงานและอบรมหน้างานจริง หรือการที่อินโดนีเซียขยายเวลาการศึกษาภาคบังคับเป็น 13 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น รถอีวีและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นแหล่งสร้างงานที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน
จากทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสำเร็จของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีอยู่มหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าภูมิภาคนี้จะสามารถฟูมฟักและใช้ศักยภาพของพวกเขาได้ดีเพียงใด

ดังนั้นการลงทุนในทักษะและการสร้างงานที่มีคุณค่าจึงไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อไม่ให้พลังของคนรุ่นใหม่กลายเป็นระเบิดเวลาที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางสังคม ซึ่งหากรัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันปฏิรูปโครงสร้างได้ทันท่วงที อาเซียนก็จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสทองที่ยั่งยืนได้อีกครั้ง / channelnewsasia
