ปัญหาสุขภาพของเยาวชนถือเป็นวาระแห่งชาติที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ “โรคอ้วนในเด็ก” ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายอันเข้มงวด

รัฐบาลสหราชอาณาจักร (ยูเค) สั่งแบนโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (Junk Food) ทั้งทางโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการรับรู้และการถูกกระตุ้นจากสื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก 

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวดดังกล่าว มาจากตัวเลขสถิติที่น่าตกใจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากระบบตรวจวัดสุขภาพเด็กของสหราชอาณาจักร (NCMP) พบว่าภาวะโรคอ้วนในเด็กอังกฤษพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราเด็กชั้นประถม 6 (อายุ 10-11 ปี) ที่เป็นโรคอ้วนพุ่งสูงจาก 21% เป็นกว่า 25% ภายในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน โดยเด็กในพื้นที่ยากจนมีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูงกว่าเด็กในอยูในครอบครัวร่ำรวยถึง 2 เท่า

เด็กกลุ่มนี้มักถูกล้อมรอบด้วยสื่อโฆษณาอาหารราคาถูกแต่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือสูง (HFSS) ทำให้ทางรัฐบาลต้องจัดงบประมาณด้านสุขภาพดูแลและรักษาโรคอ้วนในเด็กสูงถึงปีละ 11,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 463,000 ล้านบาท) จนการแก้ไขปัญหาโรคอ้วนใน้เด็กกลายเป็นวาระแห่งชาติของกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร 

ภายใต้ระเบียบข้อบังคับใหม่นี้ กำหนดให้อาหาร 13 หมวดหมู่ที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ห้ามปรากฏในสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ก่อนเวลา 21.00 น. พร้อมกันนี้ ยังมีการสั่งห้ามบนโลกออนไลน์โดยสิ้นเชิงตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมักเข้าใจผิดว่ามีประโยชน์ เช่น แซนวิชทุกชนิด เพรตเซล ผลิตภัณฑ์ซีเรียลอาหารเช้าส่วนใหญ่ รวมถึงข้าวโอ๊ตและมูสลีบางประเภทที่ไม่ผ่านเกณฑ์โภชนาการ

ส่วนสินค้าที่ทางผู้ผลิตมีการปรับสูตร แต่หากจัดอยู่ในกลุ่มมันฝรั่งทอดหรือพิซซ่าบางประเภท ก็ยังถูกจำกัดการโฆษณาอย่างเข้มงวดเพื่อลดแรงจูงใจในการบริโภค เนื่องจากรัฐบาลมองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงส่งผลเสียต่อพฤติกรรมการกินในระยะยาว ซึ่งกลุ่มที่เสี่ยงจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้มากสุดคือเด็กนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังมี “ช่องโหว่” ที่กลุ่มนักรณรงค์ด้านสุขภาพกังวล โดยเฉพาะการอนุญาตให้แบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังสามารถโฆษณา แบบสื่อถึงแบรนด์ (Brand Advertising) ได้ ตราบใดที่ไม่มีการแสดงภาพสินค้าที่ระบุได้ชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ช็อกโกแลตหรือฟาสต์ฟู้ดสามารถลงโฆษณาที่มีเพียงโลโก้หรือคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ได้ ซึ่งนักรณรงค์มองว่ายังคงสามารถปลูกฝังภาพจำเข้าไปในหัวของเด็กๆ ได้เช่นเดิม ทำให้ประสิทธิภาพของกฎหมายอาจลดลง

ความกังวลเรื่องช่องโหว่ของการบังคับใช้กฏระเบียบยังไม่หมดแค่นั้น โดยรายงานจาก Food Foundation พบว่าบริษัทอาหารได้เริ่มโยกงบประมาณโฆษณาจากทีวีไปสู่ป้ายโฆษณากลางแจ้ง มากขึ้น โดยงบส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 28% เนื่องจากกฎหมายห้ามเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้โรงเรียนหรือสนามกีฬาในระยะ 100 เมตรเท่านั้น 

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า แม้ว่ามาตรการจำกัดเวลาโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพทางโทรทัศน์ และห้ามไปเลยบนสื่อออนไลน์ ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะเป็นความก้าวหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็ก อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม 

แต่ก็ยังต้องมีปรับและสอดส่องดูแลช่องโหว่ต่างๆ โดยหากทำได้ เด็กๆ จะเติบโตขึ้นโดยมีพฤติกรรมการกินที่ดี ใส่ใจสุขภาพ และหลุดพ้นจากวงจรโรคอ้วนที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต ซึ่งย่อมดีต่อสุขภาพและสุขภาวะของประชากรทั้งประเทศ พร้อมลดงบประมาณในการแก้ไขปัญหาประชากรน้ำหนักเกินในระยะยาวได้อีกด้วย / theguardian 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer