ในโลกยุคปัจจุบันที่เราดูเหมือนจะเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลาผ่านแพลตฟอร์ม แอปและการสื่อสารรูปแบบต่างๆ แต่ผู้คนกลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น โดยปัญหานี้ได้กลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่หลายประเทศกำลังหันมาให้ความสำคัญ

โดยในสวีเดน ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องรัฐสวัสดิการชั้นเลิศ ได้มีโครงการ Friendcare หรือการอนุญาตให้พนักงานลาไปใช้เวลากับเพื่อนฝูงได้ในเวลางาน
โครงการนี้ซึ่งหากมีในไทยอาจใช้ชื่อว่า Friend Zone ไม่เพียงแต่เป็นแนวทางบริหารทรัพยากรมนุษย์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ และควรใส่ใจเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวครั้งใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนพยายามประสานรอยร้าวทางสังคม เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนอีกด้วย
ข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติสวีเดน ในปี 2024 ระบุว่า มีประชากรวัยผู้ใหญ่ 8% ที่ไม่มีเพื่อนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว และกว่า 14% ยอมรับว่ารู้สึกเหงาตลอดเวลา ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป
มีหลายปัจจัยที่ทำให้ชาวสวีเดนเหงามากกว่าเพื่อนบ้านในยุโรป เริ่มจากโครงสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากกว่า 40% ของครัวเรือนในสวีเดนเป็นผู้อยู่อาศัยคนเดียว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก
ซึ่งเมื่อรวมกับวัฒนธรรมเกรงใจ และการรักความสันโดษตามสไตล์ยุโรปเหนือ (Nordic) ต่อเนื่องไปถึงอากาศที่หนาวเย็น ความเหงาจึงกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสังคมสวีเดนมาอย่างยาวนาน
Apotek Hjärtat เชนร้านขายยารายใหญ่ของสวีเดน ที่เข้าร่วมการนำร่องในโครงการ Friendcare เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถปลีกตัวจากภาระงานสัปดาห์ละ 15 นาที หรือสะสมเป็น 1 ชั่วโมงต่อเดือน เพื่อไปทำกิจกรรมเสริมสานสัมพันธ์ทางสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ไปพูดคุย การพิมพ์ข้อความนัดหมาย หรือแม้แต่การออกไปพบปะกันจริงๆ โดยบริษัทยังมอบเงินสนับสนุนพิเศษอีก 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,100 บาท) ให้กับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูง ซึ่งรวมถึงการปาร์ตี้-สังสรรค์ตลอดระยะเวลาทดลอง 1 ปี
ยาสมีน ลินด์เบิร์ก พนักงานร้านขายยาวัย 45 ปี ที่เข้าร่วมในโครงการด้วยเช่นกัน เล่าว่าความเหนื่อยล้าจากการทำงานทำให้เธอแทบหมดแรงที่จะไปพบปะพูดคุยกับใครๆ แต่โครงการ Friendcare กลายเป็นแรงผลักให้เธอกล้าเชื่อมต่อกับผู้คนอีกครั้ง และยอมรับว่าตนเองมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเหงาไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นต้นทุนมหาศาลที่รัฐบาลต้องจ่าย โดย ยาค็อบ ฟอร์สสเมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสวีเดน ชี้ให้เห็นว่าความเหงาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ความโดดเดี่ยวเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่งรัฐต้องสูญเสียงบประมาณก้อนใหญ่ในการรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากพนักงานที่รู้สึกเหงามีแนวโน้มที่จะลาป่วย (Sick Leave) บ่อยขึ้น
ดังนั้นบริษัทใหญ่ๆ ในสวีเดนกว่า 20 แห่ง รวมถึง Ikea และเครือโรงแรม Strawberry จึงเริ่มหันมาร่วมมือกันแลกเปลี่ยนกลยุทธ์การแก้ปัญหาความเหงา เพราะตระหนักว่าสุขภาพจิตของพนักงานคือฟันเฟืองสำคัญของผลกำไรในระยะยาว
สำหรับโครงการ Friendcare ในสวีเดนถือเป็นสะท้อนว่าความมั่นคงของประเทศไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดได้จากความแข็งแกร่งของสายใยความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม
แม้ว่าโครงการนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องการการศึกษาผลกระทบในระยะยาว แต่การที่บริษัทต่างๆยอมสละเวลาทำเงินเพื่อเปิด “เฟรนด์โซน” ให้แก่พนักงาน ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี และท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่เข้มแข็งอาจไม่ได้เริ่มจากการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
แต่เริ่มจากการที่คนหนึ่งคนมีเวลาเพียงพอที่จะเอื้อมมือไปหาเพื่อนและพูดว่า “เรามาเจอกันหน่อยไหม” เพื่อได้สานสัมพันธ์ ลดความเหงาและคลายเครียด ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และต่อเนื่องไปถึงประสิทธิภาพในการทำงาน
ทั้งนี้นอกจากสวีเดนแล้ว เกาหลีใต้ ก็มีปัญหาความเหงาขั้นรุนแรงเช่นกัน โดยเมื่อปี 2023 คนต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเพราะความเหงาเปล่าเปลี่ยวหรือโกด็อกซา อยู่ที่ 3,661 ราย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากจำนวน 3,559 ราย และ 3,378 ราย ของปี 2022 และปี 2021 ตามลำดับ

เฉพาะกรุงโซลเมืองเดียวทางฝ่ายปกครองก็ทุ่มงบฯ ถึง 327 ดอลลาร์ (ราว 11,000 ล้านบาท) เพื่อคลายวิกฤตความ“เหงา และเมื่อปี 2025 ได้เริ่มมีการเปิด “ร้านสะดวกซื้อคลายเหงา” ขึ้น ซึ่งมีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาถูกทาง และทำให้มีแผนเปิดเพิ่มอีกหลายแห่งในอนาคต / bbc
