ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิตคนทำงานในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและบรรยากาศอันตึงเครียดของห้องประชุม ความเงียบสงบและการเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานยุคใหม่โหยหามากที่สุด
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเทรนด์ทำกิจกรรมแปลกใหม่ช่วงพักกลางวันซึ่งตรงข้ามกับการแค่พักคุยกันที่ตู้กดน้ำหรือจับกลุ่มสูบบุหรี่แถวลานจอดรถ จนต่อยอดเป็นธุรกิจขึ้นมา
ปัจจุบันบริษัทหลายแห่งในอังกฤษ ต่อเนื่องไปถึงประเทศอื่นๆในโซนสหราชอาณาจักร ได้หันมาเลี้ยงผึ้งในกันบนดาดฟ้าตึก หรือลานจอดรถของอาคารสำนักงาน โดยมองว่าผึ้งคือ “ครู” ที่ดีที่สุดในการสอนบทเรียนทางธุรกิจ เป็นโอกาสได้ทำกิจกรรมแบบทีมที่ไม่น่าเบื่อ และยังเป็นโอกาสให้ทิ้งเรื่องเครียดจากงานประจำวันบนโต๊ะอีกด้วย

คริส เพย์น ผู้ร่วมก่อตั้ง Green Folk Recruitment หนึ่งในบริษัทบริหารจัดการการเลี้ยงผึ้งบนตึกสำนักงาน อธิบายว่าสังคมของผึ้งคือต้นแบบของความสำเร็จที่ทุกองค์กรควรทำตาม เพราะผึ้งทำงานด้วยเป้าหมายที่ขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงร่วมกัน มีการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจที่ทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และมีการสื่อสารที่ซื่อสัตย์รวดเร็ว
ดังนั้นหากออฟฟิศใดสามารถถอดรหัสพฤติกรรมของผึ้งมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ องค์กรนั้นจะกลายเป็นธุรกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนอย่างมาก ซึ่งแนวคิดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานยอมสละเวลาพักเที่ยงมาสวมชุดป้องกันผึ้งเพื่อดูแลสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ
ขณะที่ เอ็มมา บัคลีย์ ซีอีโอของ Buckley’s Bees บริษัทอีกแห่งในธุรกิจเดียวกัน ระบุว่า จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นมาแบบก้าวกระโดด เพราะการเลี้ยงผึ้งช่วยให้พนักงานได้ฝึกสติโดยไม่รู้ตัว และเมื่ออยู่ท่ามกลางผึ้งนับหมื่นตัว ความกังวลเรื่องงานจะถูกแทนที่ด้วยความจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
นี่ทำให้บริษัทบางแห่งถึงขั้นติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในรังเพื่อสตรีมภาพสดเข้าไปยังห้องพักพนักงาน หรือดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน ทำให้ผึ้งกลายเป็นหัวข้อสนทนาใหม่ที่สร้างความสามัคคีในทีมได้ดีกว่าการออกไปกินเลี้ยงสังสรรค์แบบเดิมๆ เสียอีก
พนักงานในตึกสำนักงานย่าน Oxford Street ของกรุงลอนดอน ถึงกับยกให้ราชินีผึ้งเป็นขวัญใจประจำตึกและตั้งชื่อให้ว่า “ฟิลิปป้า” ซึ่งความผูกพันในลักษณะนี้สร้างความรู้สึกของการเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบร่วมกัน หรือการทำงานเป็นทีม ที่เงินซื้อไม่ได้ โดยมี น้ำผึ้งและรังผึ้ง เป็นของฝากติดมือมาให้เพื่อนร่วมงานกินในช่วงคอฟฟี่เบรคอีกด้วย
ทว่าเมื่อเทรนด์นี้ขยายตัวไปสู่วงกว้าง ก็คำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย นักนิเวศวิทยาออกมาเตือนว่าการเพิ่มขึ้นของผึ้งเลี้ยงในเขตเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยอาจกลายเป็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำหวานและเกสรจากผึ้งป่าและแมลงท้องถิ่นที่กำลังเผชิญกับวิกฤตสูญพันธุ์อยู่แล้ว
ดัมสัน เทรกาสกิส ผู้ก่อตั้ง Hive5 Manchester กล่าวถึงความกังวลเรื่องนี้ว่า อาจมีบางบริษัทที่ต้องการเลี้ยงผึ้งเพียงเพื่อหวังผลด้านการประชาสัมพันธ์หรือการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) เท่านั้น ดังนั้นนี่จึงเป็นงานของนักเลี้ยงผึ้งมืออาชีพในการเป็นด่านหน้าที่การคัดกรอง
โดยทางบริษัทจะเลือกติดตั้งรังผึ้งเฉพาะในพื้นที่ที่ธรรมชาติสามารถรองรับได้จริง และต้องมั่นใจว่าแรงจูงใจขององค์กรนั้นมาจากการอยากช่วยเหลือธรรมชาติและยกระดับจิตใจพนักงานอย่างแท้จริง
จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การเลี้ยงผึ้งในออฟฟิศคือสัญลักษณ์ของการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานในโลกดิจิทัลกับกิจกรรมที่ได้สัมผัสธรรมชาติ โดยแม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาที่ต้องระมัดระวัง แต่ผลลัพธ์ในด้านบวกที่มีต่อจิตใจของผู้คนนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง

เพราะเสียงหึ่งๆ ของผึ้งที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งนอกหน้าต่างไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเตือนใจให้เรารักษ์โลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเสียงที่คอยปลอบประโลมให้คนทำงานรับรู้ว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดัน
ดังนั้นการได้กลับมาเชื่อมต่อกับจังหวะของธรรมชาติแม้เพียงชั่วขณะหนึ่งในช่วงพักเที่ยง อาจเป็นยาฮีลใจของคนทำงานยุคปัจจุบันให้มีพลังก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้ง / theguardian
