ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ถูกผูกติดกับแรงงานที่ไปทำงานต่างแดน เพราะพวกเขาส่งเงินมหาศาลกลับบ้านเกิดในแต่ละปี จนกลายเป็นกำลังหลักที่ค้ำจุนการบริโภคภายในประเทศและเสถียรภาพด้านเงินตราต่างประเทศมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนทางนโยบายและสถานการณ์การสู้รบจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ จนเกิดเป็นคำถามสำคัญที่ว่า อาจถึงเวลาที่ประเทศจะต้องสร้าง “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่” เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติที่มากเกินไป

ในปี 2024 เงินส่งกลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานต่างแดน มากเป็นประวัติการณ์ถึง 38,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.7% ของ GDP ประเทศ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศหลักในอาเซียน โดยมีสหรัฐฯ เป็นประเทศที่แรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดนส่งเงินกลับบ้านเกิดมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 40% ตามด้วยสิงคโปร์และซาอุดีอาระเบีย
ทว่าหากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า บทบาทของเงินกลุ่มนี้เริ่มลดความร้อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง โดยเคยพุ่งแตะจุดสูงสุดที่ 12.8% ของ GDP ในปี 2005 และค่อยๆ ลดสัดส่วนลงมา อีกทั้งอัตราการเติบโตของเงินส่งกลับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมายังลดลงกว่าครึ่ง สะท้อนให้เห็นว่ากำลังสำคัญทางเศรษฐกิจนี้ได้อ่อนแรงลง กำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและไม่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
แผนการจัดเก็บภาษี 1% ของสหรัฐฯ ผ่านผู้ให้บริการโอนเงินและแอปพลิเคชันมือถือ อาจดูเหมือนเป็นตัวเลขที่น้อย แต่สำหรับฟิลิปปินส์แล้ว นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลให้ GDP หายไปทันที 0.05%
แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะความกังวลที่แท้จริงคือนโยบายต่อต้านผู้อพยพที่เข้มงวดขึ้นในสหรัฐฯ การกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงความพยายามถอนสัญชาติสำหรับผู้ที่แปลงสัญชาติแล้ว ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามต่อแหล่งรายได้หลักของฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้จากการสู้รบกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน รวมไปถึงกระแสขวาจัดในยุโรปที่นำไปสู่การคุมเข้มวีซ่า และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ยิ่งตอกย้ำว่าการส่งออกแรงงานมีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของสถานการณ์การเมืองโลกที่ฟิลิปปินส์ควบคุมไม่ได้
การพึ่งพาเงินส่งกลับไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางการเงิน แต่ยังสร้างรอยแผลทางสังคมและรอยร้าวในครอบครัว จากสภาวะจิตใจของเด็กที่เติบโตโดยไม่มีพ่อแม่ และความยากลำบากในการปรับตัวของแรงงานที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดอีกด้วย

นอกจากนี้ การมีเงินมหาศาลส่งกลับบ้านเกิดกลายเป็น “วาล์วระบายความดัน” ที่ทำให้รัฐบาลละเลยการสร้างงานที่มีคุณภาพในประเทศ จนเศรษฐกิจติดอยู่ในภาวะสมดุลผลิตภาพต่ำ โดยแรงงานเกือบครึ่งหนึ่งยังคงต้องไปทำงานในระดับพื้นฐาน เช่น งานแม่บ้านในต่างแดน ทั้งที่ฟิลิปปินส์ควรจะนำศักยภาพของคนเหล่านี้มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตหรือเทคโนโลยีภายในประเทศ
สื่ออาเซียนวิเคราะห์อิงทัศนะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประเด็นในฟิลิปปินส์ว่า เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ชาวฟิลิปปินส์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินส่งกลับ โดยจากเดิมที่เน้นการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวัน ไปสู่การลงทุนระยะยาว เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และการสร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงการเพิ่มความรู้ในการบริหารจัดการเงินให้แก่ครอบครัวแรงงาน
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดงานใหม่ๆ ที่ดึงดูดให้แรงงานเลือกที่จะทำงานในบ้านเกิดมากกว่าการออกไปแสวงโชคในต่างแดนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เงินที่ส่งกลับจากการไปทำงานต่างประเทศเหล่านี้เปรียบเสมือนกำลังสำคัญที่หล่อเลี้ยงฟิลิปปินส์ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเงินมาได้หลายครั้ง แต่ในปี 2026 ที่นโยบายกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เข้มข้นขึ้น การฝากอนาคตของชาติไว้กับความเมตตาของนโยบายต่างประเทศเพียงอย่างเดียวจึงถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายยิ่ง
และยิ่งต้องมาเจอกับภาษีส่งเงินกลับของรัฐบาลสหรัฐฯ อีก จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่เตือนให้ฟิลิปปินส์รู้ว่า ถึงเวลาที่ต้องสร้างความมั่งคั่งจากภายใน ลดการส่งออกทรัพยากรมนุษย์ และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน
เพื่อให้คำว่าเสาหลักของครอบครัว ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ต้องจากบ้านไปทำงานต่างแดน แต่หมายถึงผู้ที่ได้สร้างอนาคตของชาติอยู่บนแผ่นดินเกิดของตนเอง
การมีประชากรจำนวนมากไปทำงานต่างแดนของฟิลิปปินส์ยังมีอีกผลกระทบหนึ่งที่ตามมา โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า การที่พยาบาลฟิลิปปินส์ไปทำงานต่างประเทศมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้ประเทศเกิดภาวะสมองไหลในระบบสาธารณสุขและพยาบาลในประเทศไม่เพียงพอ / cna
