หากกล่าวถึงภาพจำของญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ (Vending Machines) ที่กระจายอยู่แทบทุกหัวมุมถนนของประเทศ ตั้งแต่ใจกลางย่านชินจูกุในกรุงโตเกียว หมู่บ้านอันห่างไกลตามชนบท ไปจนกระทั่งแหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา
ตู้เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมความปลอดภัย ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี และความชื่นชอบเครื่องยนต์กลไกของญี่ปุ่น

ทว่าในปัจจุบัน ภาพจำเหล่านี้กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่จนบีบให้บริษัทในธุรกิจนี้ต้องปรับตัวก่อนจะถึงคราวปิดฉาก
ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตระบบจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติแห่งญี่ปุ่น ระบุว่าปัจจุบันมีตู้กดเครื่องดื่มเหลืออยู่ราว 2.2 ล้านตู้ ซึ่งลดลงถึง 23% เมื่อเทียบกับยุคทองในปี 1985
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากกรณีของ ไดโด (DyDo) บริษัทที่ครองส่วนแบ่งอันดับ 3 ในตลาด ที่เพิ่งรายงานตัวเลขขาดทุนเป็นประวัติการณ์ และประกาศแผนนำตู้กดน้ำออกมากกว่า 20,000 ตู้ หรือคิดเป็น 7.5% ของจำนวนตู้ทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่ออกไปจากพื้นที่ขายทั่วประเทศ
ทาคามาสึ โทมิยะ ประธานบริษัทไดโด ยอมรับว่าธุรกิจนี้เข้าสู่ระยะที่ยากลำบากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการหยุดเลือดหรือลดการขาดทุนให้เร็วที่สุด
เช่นเดียวกับ อิโตเอ็น เจ้าของแบรนด์ชาเขียว โออิ โอชา ที่เริ่มทยอยปรับลดจำนวนตู้ลงเช่นกันหลังพบว่าสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง
ส่วน Coca-Cola Japan ก็ยอมรับว่า ยอดขายที่ตกลงไปอย่างมากของตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ ราว 640,000 ตู้ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องขาดทุนเมื่อครึ่งแรกของปี 2025

มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคในญี่ปุ่นเริ่มเมินตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ มาจากการที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ โดยในอดีต ชาวญี่ปุ่นยินดีจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย
แต่หลังจากเผชิญกับเงินเฟ้อพุ่งสูงติดต่อกัน 3 ปี พฤติกรรมการใช้จ่ายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเครื่องดื่มจากตู้กดน้ำมีราคาสูงกว่าในร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้เคียงถึง 20% นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อยังรุกหนักด้วยการนำเสนอกาแฟสดดริปและสินค้าแบรนด์ตัวเองที่มีราคาถูกกว่ามาก
อีกหนึ่งปัจจัยลบคือ ปัญหาโลจิสติกส์และกำลังคน เพราะตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา มีการจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาของคนขับรถบรรทุก ทำให้ค่าแรงคนขับพุ่งสูงขึ้น 7.1% และหาแรงงานได้ยากขึ้น แม้การขายหน้าตู้จะเป็นระบบอัตโนมัติ แต่กระบวนการเติมสินค้าและการจัดการสต็อกยังคงต้องใช้คนในการเดินทางไปจัดการที่ตู้
มีการวิเคราะห์อีกด้วยว่าธุรกิจนี้ของญี่ปุ่นอัพเกรดตัวเองให้ทันเทคโนโลยีได้ช้าเกินไป เพราะการจะหันมาลงทุนในระบบดิจิทัลมอนิเตอร์ริ่งเพื่อเช็กสต็อกแบบเรียลไทม์ และทุ่มลงทุนเรื่องสแกนผ่านสมาร์ตโฟนในวันที่กำไรถดถอย จึงกลายเป็นภาระต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึงการสิ้นสุดยุคสมัยของการเน้นความสะดวกสบายโดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุน
การที่บริษัทเครื่องดื่มเลือกถอนตู้จากพื้นที่รอบนอกเพื่อไปกระจุกตัวในจุดยุทธศาสตร์ที่มีกำไรสูงแทนนั้น แม้นี่จะเป็นทางรอดเชิงธุรกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการสะท้อนว่า ความภาคภูมิใจทางเทคโนโลยีและความสะดวกแบบญี่ปุ่น ที่นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่นพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในปี 1888 (ซึ่งพัฒนามาจากสิ่งประดิษฐ์ของชาวอังกฤษ และเคยเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยช่วงปี 1980) กำลังร่วงสู่ขาลง
ไม่ต่างจากความล้าหลังทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ในด้านอื่นๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ จนถูกเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกอย่างเกาหลีใต้และจีนแซงไปไกลแล้ว ทั้งที่ในอดีตญี่ปุ่นคือประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยีของเอเชีย
ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญที่เหลืออยู่จะยังคงสามารถดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นได้ต่อไปหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่คุ้มค่ากว่าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคโนโลยีสร้างชื่อให้ญี่ปุ่นที่ปรับตัวได้สำเร็จ และกำลังกลับสู่ขาขึ้น ตรงข้ามกับขาลงตู้ขายเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญ นั่นคือ ตู้คีบตุ๊กตา
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ บริษัทผู้ผลิตตู้คีบตุ๊กตา ได้รับปรับให้เล่นได้ง่ายขึ้น ลดราคาการหยอดเหรียญให้ถูกลง และยังเปลี่ยนของในข้างตู้คีบบ่อยและหลากหลายเพื่อจูงใจ
นอกจากนี้ การที่บรรดาร้านสะดวกซื้อเบอร์ต้นๆ ของญี่ปุ่น ทั้ง Lawson และ FamilyMart ต่างแข่งกันใช้ ตู้คีบตุ๊กตา ดึงดูดลูกค้า ตั้งแต่ปี 2025 เพื่อแทนโซนหนังสือที่หายไป ก็เป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมให้ตลาด ตู้คีบตุ๊กตา ญี่ปุ่นกลับมาคึกคักยิ่งขึ้น / bizchosun
