หากพูดถึงขนมข้าวอบกรอบในบ้านเรา หลายคนอาจนึกถึงภาพขนมสไตล์เซมเบ้แผ่นหนาๆ จากญี่ปุ่น

แต่รู้ไหมว่า มีบริษัทที่ตั้งฐานการผลิตในไทยมานานกว่า 24 ปี นำ “ข้าวไทย 100%” ไปแปรรูปและส่งออก

จนครองมาร์เก็ตแชร์ อันดับ 1 ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้สำเร็จ

ซึ่งบริษัทที่ว่านี้คือ “ไวด์ เฟธ กรุ๊ป” (Wide Faith Group) ผู้ผลิตขนมภายใต้แบรนด์ Rise Buddy (ไรซ์ บัดดี้)

เคล็ดลับก้าวสู่เบอร์ 1 ในออสเตรเลีย

คำถามสำคัญคือ ทำไมขนมข้าวแผ่นอบกรอบของ ไวด์ เฟธ กรุ๊ป ถึงผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในออสเตรเลียได้?

คำตอบอยู่ที่การใช้ประสบการณ์จากการรับจ้างผลิต มาเป็นบันไดสู่ความเข้าใจลูกค้า

เริ่มต้นจากการเป็นเบื้องหลัง (ODM) แทนที่จะบุกตลาดด้วยแบรนด์ตัวเองตั้งแต่แรก

พวกเขาเลือกรับผลิตสินค้าให้กับพันธมิตรในออสเตรเลียที่เป็นเจ้าตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ก่อน

เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวต่างชาติ ว่าชอบรสชาติ หรือเนื้อสัมผัสแบบไหน

ซึ่งหลังจากที่เข้าใจตลาด ไวด์ เฟธ กรุ๊ป ก็เปิดตัวแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะทั้งแบรนด์ Rise Buddy, Ravin’, Bio Earth หรือ Kiddie Kare

โดยทั้ง 4 แบรนด์จะเน้นชูจุดแข็งเรื่องการใช้ “ข้าวไทย 100%”

เพราะในสายตาชาวต่างชาติ ข้าวไทยคือสัญลักษณ์ของความพรีเมียม ทั้งเรื่องความหอมที่เป็นเอกลักษณ์และเนื้อสัมผัสที่สม่ำเสมอ

เมื่อนำมาผ่านเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้เวลาพัฒนากว่า 20 ปี ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ขนมข้าวแผ่นอบกรอบทั่วไป

แต่กลับเป็นสแน็กที่บาง กรอบ และหอมกลิ่นข้าวแท้ๆ จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 36% ในออสเตรเลีย และ 45% ในนิวซีแลนด์

เมื่อยักษ์ส่งออก หันกลับมาโฟกัสบ้านเกิด

เมื่อประสบความสำเร็จในระดับสากลแล้ว ในปี 2569 ไวด์ เฟธ กรุ๊ป ก็พร้อมหันกลับมาโฟกัสตลาดเมืองไทยอย่างเต็มตัว

นายโอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทโฟกัสส่งออกถึง 90% จนกำลังผลิตไม่พอต่อการทำตลาดในประเทศ

แต่หลังจากมีการขยายโรงงานใหม่ที่ชลบุรีเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีกำลังผลิตพุ่งก้าวกระโดดถึง 13,500 ตันต่อปี

จึงมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดตัวแบรนด์หลักอย่าง Rise Buddy (รูปแบบ Bites) และ Chippy (รูปแบบแผ่นบาง) เข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการ

โดยมีเป้าหมายดันยอดขายในประเทศให้แตะ 150 ล้านบาท ภายในปี 2569

ทุ่ม 50 ล้านบาท ปั้น Rise Buddy ให้เป็นที่รู้จัก

ซึ่งการเป็นหน้าใหม่ในตลาดบ้านเกิด แม้จะมีโปรไฟล์ระดับโลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับรสชาติและภักดีต่อแบรนด์เดิม

ดังนั้น การที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายในราคา 25-29 บาท เพื่อเปิดใจลองจึงเป็นเรื่องที่ยาก

บริษัทจึงกางแผนทุ่มงบการตลาดในปี 2569 ไว้ราว 50 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ โดยจะแบ่งเป็นการลงทุนในด้านสื่อโฆษณา 30%, สื่อ In-store 30%, สื่อนอกบ้าน (OOH) 20% และออนไลน์ 20%

โดยจะมีกลยุทธ์ในการเจาะตลาด ดังนี้

1. เจาะ Gen Z ด้วย T-Pop : เลือกใช้วง iZ (ไอซี) บอยแบนด์ 8 คนจากค่าย OneMusic มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความสดใส แอคทีฟ

สอดคล้องกับแบรนด์ที่วาง Positioning เป็น “Rise Buddy เพื่อนซี้…ทุกเวลา” เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพแต่ยังรักความสนุก

2. นวัตกรรมสินค้าที่ฉีกกรอบเดิม : ไฮไลต์อยู่ที่ “ไรซ์ ชิปปี้ส์ (Rice Chippies)” ขนมข้าวอบกรอบที่ทำแผ่นบางและโค้งงอเหมือนมันฝรั่งทอด

ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทใช้เวลาพัฒนาถึง 20 ปี ลบภาพจำขนมข้าวอบกรอบแผ่นหนาอมน้ำมันแบบเดิมๆ โดยวางขายในราคาเข้าถึงง่าย 29 บาท

3. กลยุทธ์แจกชิม (Sampling) : เพราะของใหม่คนมักไม่กล้าเสี่ยงซื้อ บริษัทจึงเน้นการทำกิจกรรม Sampling แจกให้ชิมตามหน้า 7-Eleven และซูเปอร์มาร์เก็ต

เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัส Texture และกลิ่นหอมของข้าวด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้ตีตลาดออสเตรเลียจนประสบความสำเร็จมาแล้ว

4. ขยายช่องทางจัดจำหน่าย : เฟสแรกมุ่งเจาะร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven เพื่อสร้างการรับรู้ ควบคู่กับซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ (Tops, Foodland, Gourmet Market) และแพลตฟอร์ม E-Commerce ก่อนจะขยายเข้าสู่ไฮเปอร์มาร์เก็ตในสเต็ปต่อไป

ก้าวต่อไปในตลาดโลก

นอกจากเป้าหมายในประเทศไทยแล้ว บริษัทยังคงเดินหน้าขยายอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เตรียมเจาะตลาดแคนาดา ร่วมกับดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ รวมถึงตลาดรัสเซีย ที่เข้าไปปักธงเรียบร้อยแล้ว

จากปัจจุบันมีสินค้าวางจำหน่ายครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก และส่งออกไปทั้งหมด 15 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ไต้หวัน, สิงคโปร์, อุรุกวัย, บราซิล, ฟิลิปปินส์, เบลเยียม, จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สแน็กข้าว “High Protein” เพื่อเจาะกลุ่มคนออกกำลังกาย (Fitness) ในออสเตรเลียอีกด้วย

สรุปแล้ว การก้าวออกจากเซฟโซนของแชมป์ส่งออกในครั้งนี้ จึงน่าจับตาว่ารสชาติระดับส่งออก บวกกับวิธีคิดใหม่ๆ ในการเข้าหาวัยรุ่น

จะช่วยให้ Rise Buddy สามารถแย่งเค้กในตลาดสแน็กไทยมูลค่าเกือบแสนล้านบาทได้ตามเป้าหรือไม่ ก็คงต้องติดตาม