โมเดลธุรกิจของเครื่องดื่มโค้กและแบรนด์อื่น ๆ ในเครือโคคา-โคล่า ประเทศไทย มีการแบ่งแยกผู้ผลิตและจัดจำหน่ายออกเป็น 2 บริษัทอย่างชัดเจน โดยบริษัท โคคา-โคล่า ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์และดูแลกิจกรรมการตลาดในภาพรวม
ขณะที่การกระจายสินค้าใน 63 จังหวัดทั่วประเทศเป็นความรับผิดชอบของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นผู้เปิดตลาดโค้กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1959
ส่วนพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด ดำเนินการโดยบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากช่องว่างที่ไทยน้ำทิพย์ไม่สามารถกระจายสินค้าไปถึงภาคใต้ได้ในเวลานั้น
ซึ่งในช่วงเริ่มต้นปี 1969 หาดทิพย์เข้ามาทำตลาดจาก 3 จังหวัดก่อน คือ สงขลา, สตูล และยะลา ก่อนที่จะขยายสิทธิ์ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดในเวลาต่อมา
ด้านบทบาทของหาดทิพย์บนตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (Non-Alcoholic Ready-to-Drink – NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดอย่างน่าสนใจ
ในขณะที่ตลาด NARTD ภาพรวมทั้งประเทศในปี 2025 หดตัวลง 2.2% แต่ตลาดภาคใต้เติบโต 1.0% โดยหาดทิพย์ ครองส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่าในอุตสาหกรรม NARTD ภาคใต้ถึง 23.2% หากนับเฉพาะกลุ่มน้ำอัดลมจะอยู่ที่ 78.2%

| หาดทิพย์ ตั้งเป้าโตแตะ 8.5 พันล้าน
รุกขวดแก้ว – บุกชูกำลังพรีเมียม – เกาะกระแสบอลโลก |
||
| มูลค่าตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมทั่วประเทศ 76,900 ล้านบาท เฉพาะพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ราว 10,000 ล้านบาท | ||
| การดื่มน้ำอัดลมของโซนใต้เฉลี่ยอยู่ที่ 154 ขวดต่อคนต่อปี | หาดทิพย์มีส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ 78.2% | |
| ยอดขาย | กำไร | |
| 2021 | 6,544 | 535 |
| 2022 | 7,092 | 435 |
| 2023 | 7,863 | 598 |
| 2024 | 8,189 | 601 |
| 2025 | 8,368 | 568 |
| สัดส่วนรายได้แบ่งตามแบรนด์ | Coke 68% | |
| Fanta 20% | ||
| Sprite 6% | ||
| น้ำทิพย์ 3%
(มีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดน้ำดื่ม 7.5%) |
||
| อื่น ๆ 3% | ||
| สัดส่วนรายได้แบ่งตามบรรจุภัณฑ์ | ขวดพลาสติก (PET) 79% | |
| กระป๋อง (Can) 16% | ||
| ขวดแก้ว (RGB & Non-RGB) 3% | ||
| อื่น ๆ 2% | ||
| ที่มา : บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) / มีนาคม 2026 | ||

พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2025 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 8,368 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วยปริมาณการขายที่ 73 ล้านลัง เพิ่มขึ้น 0.7%
เบื้องหลังการเติบโตของรายได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง มาจากการงัดกลยุทธ์ ‘ไซส์คุ้มค่า-โปรแรง’ (Value Pack & Promotion) มาใช้ได้อย่างตรงจุด
เช่น การทำราคาเข้าถึงง่าย (Magic Price) เพียง 10 บาท ในกลุ่มขวด PET ขนาด 250 มล. และการจัดโปรโมชันแถมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือของแถมพรีเมียมอย่างแก้วโค้ก ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
สำหรับปีนี้ แม้ตลาดยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยด้านต้นทุน พลังงาน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 3-5% หรือประมาณกว่า 8,500 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้
รุกตลาดบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว (RGB) บริษัทมีแผนเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มขวดแก้วแบบคืนขวดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาเม็ดพลาสติกที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงตอบโจทย์ช่องทางร้านอาหาร โรงแรม และยังช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม
เปิดตัวสินค้านวัตกรรมและกลุ่มพรีเมียม เพื่อกระตุ้นตลาดเครื่องดื่มให้คึกคัก ซึ่งช่วงต้นปี 2026 บริษัทได้เปิดตัว แฟนต้า รสสับปะรด และ สไปรท์ ชิลล์ ส่วนไฮไลต์สำคัญคือการบุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมด้วยแบรนด์ ‘มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้’ (Monster Energy) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี
บริษัทยังจะเร่งทำยอดขายรับซัมเมอร์และเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ที่กระตุ้นความต้องการบริโภคเครื่องดื่มได้อย่างดี ในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยถือเป็นไฮซีซันที่ต้องกอบโกยยอดขายให้ได้มากที่สุด
ทั้งบริษัทจะได้อานิสงส์จากการทำการตลาดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะแข่งขันกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ผ่านข้อได้เปรียบที่แบรนด์โคคา-โคล่า เป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการกับ FIFA มาอย่างยาวนาน โดยผูกเข้ากับแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อผลักดันยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกให้เติบโตตามเป้า
ส่วนการผลักดันกลุ่มไม่มีน้ำตาล (Zero Sugar) หลังในปี 2025 ที่ผ่านมา เติบโตได้อย่างต่อเนื่องที่ 3.6% และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 4.8% ของยอดขายเครื่องดื่มทั้งหมด บริษัทจะเดินหน้าผลักดันกลุ่มนี้เพื่อรับเทรนด์สุขภาพ พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โค้ก ไม่มีน้ำตาล กลิ่นวานิลลา และ ชเวปส์ ไซน์มัสแคทและพีช ไม่มีน้ำตาล
นอกจากนี้ บริษัทยังคงสานต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ESG) อย่างเข้มข้น โดยในปี 2025 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 11.6% และเดินหน้าโครงการพันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้ (Southern Recycling Alliance) โดยสามารถรวบรวมขวด PET ใช้แล้วได้ถึง 50 ตัน เพื่อนำไปรีไซเคิลแบบจากขวดสู่ขวด (Bottle-to-Bottle)
“แม้ความท้าทายในปี 2026 จะมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ด้วยประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนต้นทุนอย่างรอบคอบ ตลอดจนความนิยมในแบรนด์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในภาคใต้ หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ลุกลามบานปลาย บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้า” พลตรี พัชร กล่าวปิดท้าย
