สิงคโปร์ทำอย่างไร ถึงสามารถดึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยให้อยู่ในระบบภาษีได้เหมือนกับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป
ถ้าให้นึกถึง Hawker Center ของสิงคโปร์ หลายคนอาจนึกถึงข้าวมันไก่ สะเต๊ะ หรือบะหมี่ ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่น
เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านค้าอยู่มากมาย ขายในราคาประหยัด เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมสิงคโปร์นานหลายทศวรรษ
ในสิงคโปร์มี Hawker Center ทั้งหมดมากกว่า 100 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นของรัฐ
มีแผงขายอาหารรวมกันมากกว่า 14,000 แผง
แต่ที่น่าสนใจคือ ทุกร้านที่ขายอาหารอยู่ใน Hawker Center ไม่ว่าจะเป็นขายแบบคนเดียวหรือหลายคน ต้องอยู่ในระบบภาษีทั้งหมด
แล้วสิงคโปร์ทำได้อย่างไร?
ย้อนไปช่วงทศวรรษ 1960 หรือตอนก่อตั้งประเทศ สิงคโปร์เคยมีปัญหาเรื่องการค้าขายแบบหาบเร่
มีพ่อค้าแม่ค้าอยู่มากมาย กระจัดกระจาย และมีปัญหาด้านสุขอนามัย เป็นปัญหาความสะอาดของบ้านเมือง
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา รัฐบาลจึงจัดการเรื่องนี้ ด้วยการใช้วิธี “ไม้อ่อน” ผสม “ไม้แข็ง” ไปพร้อมกัน
ไม้อ่อน คือ การจัดสรรพื้นที่ทำกินให้ อยู่ในทำเลที่มีลูกค้า และมีโต๊ะนั่ง ให้คนทั่วไปมาแล้วมีที่รับประทานอาหารได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ร้านค้า เช่น สถานที่ซักล้าง และการดูแลส่วนกลางจากรัฐ
เมื่อการค้าขายอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ง่ายกว่าไปขายหาบเร่ข้างนอก พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องย้ายมาอยู่ในระบบ
ไม้แข็ง คือ ใช้กฎหมายบังคับอย่างเข้มงวด บังคับให้ผู้ค้าแบบหาบเร่ต้องลงทะเบียนก่อนจะทำการค้าขายได้
ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กวดขัน หากพบการตั้งแผงนอกพื้นที่อนุญาต ก็จะมีบทลงโทษทางกฎหมาย
อีกจุดหนึ่งของไม้แข็งก็คือ การบังคับให้พ่อค้าแม่ค้าทุกคนต้องอยู่ในระบบภาษี
เพราะเริ่มตั้งแต่การขอเข้ามาค้าขายใน Hawker Center ต้องขึ้นทะเบียนในนามผู้ประกอบการหรือบริษัท
จะทำร้านคนเดียวก็ได้ แต่ก็ต้องขึ้นทะเบียนเหมือนกัน
เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ข้อมูลก็จะอยู่ในระบบของรัฐทันที ทำให้รู้ได้เลยว่าใครขายอะไร ที่ไหน และจะมีรายได้ประมาณเท่าไร
นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการกึ่งบังคับ ให้พ่อค้าแม่ค้าต้องต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF)
ผลประโยชน์ก็มีทั้งค่ารักษาพยาบาล เงินออมหลังเกษียณอายุ และสวัสดิการต่างๆ เหมือนกับการจ่ายประกันสังคมของคนไทย
เมื่อทุกคนอยู่ในระบบที่ทำกินของรัฐแล้ว ก็ต้องยื่นภาษี ซึ่งถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็สามารถยื่นในรูปแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในระบบ Hawker Center ต้องจ่ายเงินออมให้ครบ และต้องยื่นภาษีให้เรียบร้อย ถึงจะได้ต่อใบอนุญาต
เท่ากับว่า ทุกคนต้องอยู่ในระบบภาษีเหมือนกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
แต่จะเสียภาษีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่ารายได้จะถึงเกณฑ์หรือไม่
สิงคโปร์มีเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ค่อนข้างสูง จะเริ่มเก็บเมื่อรายได้สุทธิเกิน 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี (ราว 5 แสนบาท)
ถ้าต่ำกว่านี้ก็แค่ยื่นภาษีเฉยๆ ไม่ต้องจ่ายจริง
ร้านไหนที่รายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี (ราว 25 ล้านบาท) ก็ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST)
ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กมากๆ อาจเสียภาษีน้อยหรือไม่เสียเลย แต่ถ้าปีไหนเกิดขายดีขึ้นมา ก็ต้องเสียภาษีตามเกณฑ์
แต่หากเป็นร้านดังที่ขายดีมาก สรรพากรก็จะมีข้อมูลในบัญชีรายชื่อที่ต้องจับตาเป็นพิเศษอยู่แล้ว
แล้วถ้าร้านไหนรับเป็นเงินสด จะทำอย่างไร?
สิงคโปร์ไม่ได้มีข้อบังคับว่าต้องรับผ่านเงินโอนอย่างเดียวเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ค้าและลูกค้า
ถ้าร้านไหนรับเงินสด ก็อาจใช้เครื่อง POS ช่วยลงบันทึกยอดขายเพื่อให้จัดการบัญชีได้ง่าย มีข้อมูลรายได้และกำไรชัดเจน
แต่ถ้าร้านไหนไม่ได้มีการทำบัญชีหรือข้อมูลไว้เลย หรือพยายามหลบเลี่ยงสรรพากร ก็อาจเจอได้หลายอย่าง เช่น
ขอตรวจสอบใบเสร็จการซื้อวัตถุดิบและแก๊ส ไปคำนวณว่าขายได้วันละกี่จาน เป็นรายได้เท่าไร
หรืออาจไปเทียบกับร้านใกล้เคียงกันที่ขายอาหารประเภทเดียวกัน และรับเงินผ่านบัญชีธนาคาร เพื่อเทียบกับร้านที่รับเงินสด
ถ้าร้านรับเงินสดแจ้งยอดได้น้อยกว่า ก็จะถูกตรวจสอบทันที
หรืออาจเป็นวิธีไปสังเกตการณ์ นับจำนวนลูกค้าเข้าร้านในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อประเมินว่ารายได้จะอยู่ที่เท่าไร
หากเทียบกันแล้ว กระบวนการตรวจสอบของสรรพากรอาจมีขั้นตอนน่าปวดหัวและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
ดังนั้นการทำให้เรียบร้อย และยื่นภาษีเอง จะช่วยให้ร้านสบายใจกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียกเก็บย้อนหลังหรือค่าปรับ
กรณีของสิงคโปร์ถือว่าน่าสนใจสำหรับประเทศไทย ว่าจะทำอย่างไรในการขยายฐานผู้อยู่ในระบบภาษี
เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานทั้งหมดประมาณ 40 ล้านคน
แต่มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงประมาณ 12 ล้านคน คิดเป็นเพียง 30% ของคนทำงานทั้งหมด
มีผู้ที่รายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี จะมีอยู่เพียงประมาณ 4 ล้านคน คิดเป็นเพียง 10%
หมายความว่า คน 10% กำลังเป็นตัวแบกของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่
อาชีพที่อยู่นอกระบบภาษีก็มีหลายกลุ่ม เช่น ช่างประเภทต่างๆ ที่รับงานปากต่อปาก หรือกลุ่มเกษตรกร ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน
และที่จะมองข้ามไม่ได้ คือ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแบบแผงลอยที่เป็นรายย่อยทั่วไป พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
รัฐจะทำอย่างไรถึงจะสามารถดึงคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้ และจัดเก็บภาษีได้ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์
ฐานผู้อยู่ในระบบภาษีจะได้กว้างขึ้น เพื่อโอกาสในการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องรีดจากคนที่แบกอยู่แล้ว
