หากจะถามว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของสโมสรฟุตบอลไหนน่าสนใจ สร้างแรงบันดาลใจ และสะเทือนใจมากสุด คำตอบคงจะเป็นสโมสรไหนไปไม่ได้นอกจาก Leicester City 

เพราะในกรอบเวลาดังกล่าว Leicester City เผชิญทั้งความสำเร็จและโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกไม่จำกัดเฉพาะแวดวงกีฬา จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แบบหักปากกาเซียน สู่การสูญเสียประธานสโมสรชาวไทยไปแบบไม่มีวันกลับ 

ล่าสุด Leicester City เผชิญมรสุมลูกใหญ่อีกครั้ง หลังต้องร่วงลงไปสู่ ลีกวัน หรือดิวิชัน 3 ของระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ 

Leicester City เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1884 ในชื่อ (Leicester Fosse) โดยกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนไวกีสตัน ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากถนนฟอสส์โรดใกล้กับสนามแข่งแห่งแรก 

สโมสรเริ่มก้าวสู่ลีกอาชีพในปี 1894 และย้ายมาใช้สนามฟิลเบิร์ต สตรีท เป็นสนามเหย้าอยู่นานกว่าศตวรรษ จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี 1919 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Leicester City เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะของเมือง Leicester

สโมสรไปถึงจุดสูงสุดในยุคแรกด้วยตำแหน่งรองแชมป์ “เฟิร์สต์ ดิวิชั่น” ในปี 1929 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของระบบฟุตบอลอังกฤษ (ที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นพรีเมียร์ลีก) ณ เวลานั้น และเป็นสถิติที่ดีที่สุดยาวนานเกือบ 100 ปี 

จากนั้นแม้ Leicester City ยังไม่สามารถกลับสู่จุดสูงสุดได้ แต่ก็เป็นที่รู้จักในหมู่คอบอลอังกฤษในฐานะ “เบอร์ใหญ่ในลีกรอง” เพราะสามารถคว้าแชมป์ เซคคั่น ดิวิชั่น มาได้อีกหลายสมัย 

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของ Leicester City ก็มาถึง โดยในปี 2010 King Power บริษัทเจ้าของร้านปลอดภาษีในสนามบินของไทยได้เปิดดีลมูลค่า 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) ซื้อสโมสรจาก Milan Mandaric มหาเศรษฐีชาวยูโกสลาเวีย 

King Power ที่นำโดย วิชัย ศรีวัฒนประภา เดินหน้ากู้วิกฤตให้ Leicester City เริ่มด้วยการคว้าตัว Sven-Göran Eriksson ชาวสวีเดนที่เคยพาหลายสโมสรในยุโรปคว้าแชมป์และเคยคุมทีมชาติอังกฤษมาเป็นโค้ชของ Leicester City 

ต่อมา Leicester City เปลี่ยนโค้ชไปหลายคนและเริ่มคว้าความสำเร็จได้บ้าง แต่ในปี 2016 ความสำเร็จใหญ่สุดของสโมสรก็มาถึง 

Claudio Ranieri โค้ชชาวอิตาเลียน พาสโมสรสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ ทั้งที่ช่วงเปิดฤดูกาล เป็นสโมสรนอกสายตา ด้วยอัตราต่อรองในการคว้าแชมป์ 5,000 ต่อ 1 

ทว่าถัดมา Leicester City ฟอร์มก็เริ่มแกว่ง แม้ในปี 2017 เกือบตกชั้นในฤดูกาลต่อมาจน Claudio Ranieri ถูกปลด แต่ในปี 2021 กลับสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาได้ 

มีการวิเคราะห์กันว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่พาสโมสรร่วงอย่างหนัก คือการสูญเสีย วิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้บริหาร King Power และประธานสโมสรจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2018 จนทั้งสโมสรสูญเสียเสาหลักและขวัญกำลังใจ ขณะทีอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นลูกชายก็ต้องแบกรับแรงกดดันมากเกินไป 

ล่าสุด Leicester City กลายเป็นข่าวอีกครั้ง ด้วยการต้องลงไปเล่นใน ลีกวัน หลังทำได้แค่ เสมอ Hull City ในช่วงท้ายๆ ของ แชมเปียนชิพ ดิวิชัน 2 ของระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ 

นี่ถือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะก่อนหน้านี้สโมสรถูกตัดสินว่าละเมิดกฎผลกำไรและความยั่งยืน (PSR) เนื่องจากมีตัวเลขขาดทุนสะสมในช่วง 3 ปี เกินเพดานที่กำหนดไว้ 83 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) โดยผลตรวจสอบพบว่าขาดทุนเกินเกณฑ์ไปถึง 21 ล้านปอนด์ (ประมาณ 912 ล้านบาท) 

อีกทั้งยังส่งรายงานล่าช้าและไม่ให้ความร่วมมือ จนถูกลงโทษหักคะแนน 6 แต้มทันทีในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 การหักคะแนนดังกล่าวกลายเป็นหมัดน็อกสำคัญที่ทำลายสภาพจิตใจของนักเตะ 

ท่ามกลางวิกฤตหนี้สินและตัวเลขขาดทุนมหาศาลกว่า 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) ในฤดูกาลล่าสุด ทำให้สโมสรไม่สามารถลงทุนเสริมทัพที่มีคุณภาพได้ จนสุดท้ายต้องตกชั้นสู่ลีกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ณ จุดนี้หมายความว่า Leicester City ได้เปลี่ยนจากสโมสรระดับแชมป์ พรีเมียร์ลีก ลงไปเป็นสโมสรในลีกอันดับ 3 ในเวลาเพียง 10 ปี จากปัญหาทั้งในและนอกสนาม

ท่ามกลางการวิจารณ์ว่าปัจจุบันนี่คือสโมสรที่เปลี่ยนสไตล์ไปมาทำให้นักเตะขาดอัตลักษณ์ จนนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนบอล และทัศนคติประมาทที่เชื่อว่า “เดี๋ยวเราก็รอด” (We will be fine) 

เรื่องราวของ Leicester City ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อาจกลายเป็นอดีตได้ในพริบตา หากขาดการบริหารจัดการที่มีเสถียรภาพ และไม่แกร่งพอในการฝ่าฟันอุปสรรค 

อย่างไรก็ตาม แฟนบอล Leicester City ทั่วโลกต่างยังหวังว่า สโมสรที่ก่อตั้งมานานกว่า 140 ปี จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนามทางการเงินและปัญหามากมายก็ตาม / bbc, wikipedia