4 มิถุนายน – วันชีสแห่งชาติ (National Cheese Day) : หากย้อนกลับไปมองเส้นทางของตลาดชีสและเนยในประเทศไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์จากนมกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนประกอบรองในเมนูอาหารตะวันตกหรือการทำเบเกอรีเท่านั้น

ทว่าในปัจจุบัน ภาพลักษณ์และบทบาทของชีสและเนยได้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นเซกเมนต์ที่แข็งแกร่งและขยายตัวแตะระดับหนึ่งหมื่นล้านบาทในปี 2026

มูลค่าตลาดชีสและเนยเคยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 7-8% ต่อปีในช่วงปี 2016-2019 ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของกลุ่มร้านเบเกอรีสไตล์โมเดิร์นและการเติบโตของห้างสรรพสินค้า ก่อนจะต้องเผชิญกับภาวะสะดุดลงในช่วงปี 2020 จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 และการล็อกดาวน์ ที่ทำให้การเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1-2% เนื่องจากกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนัก

National Cheese Day ตลาดชีสและเนยโตหมื่นล้าน

รับเทรนด์ไลฟ์สไตล์โฮมคุกกิ้งถึงสตรีทฟู้ด

ปี ค.ศ. มูลค่าตลาดชีสในไทย / ล้านบาท มูลค่าตลาดเนยในไทย / ล้านบาท
2016 3,120 1,945
2017 3,354 2,110
2018 3,612 2,284
2019 3,883 2,467
2020 3,988 2,494
2021 4,257 2,693
2022 4,575 2,949
2023 4,924 3,200
2024 5,292 3,440
2025 5,689 3,698
2026 (คาดการณ์) 6,116 3,975
ที่มา: Marketeer รวบรวม อ้างอิงนีลเส็นไอคิว และการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด, มิถุนายน 2026

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นวิกฤต ตลาดได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวและเติบโตในอัตราเร่งอีกครั้ง โดยสามารถรักษาความสม่ำเสมอของการเติบโตอยู่ในระดับ 7-9% ต่อปี ประเมินว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดชีสจะทะยานสู่ 6,116 ล้านบาท และตลาดเนยจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 3,975 ล้านบาท

ตลาดชีส ความสำเร็จเกิดจากการทลายกรอบเมนูอาหารตะวันตก สู่การประยุกต์รสชาติให้เข้ากับลิ้นคนไทยและผสมผสานลงในอาหารเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ การนำชีสมาเป็นส่วนประกอบหรือท็อปปิ้งในเมนูยอดฮิตอย่างชาบู ปิ้งย่าง ไก่ทอดเกาหลี ชาชีส หรือแม้กระทั่งสตรีทฟู้ดอย่างหมูปิ้งชีส ทำให้ชีสกลายเป็นสินค้ากลุ่มแมสที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการทานชีสบอร์ดร่วมกับผลไม้และถั่วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ก็ช่วยผลักดันให้ชีสเกรดพิเศษมียอดขายพุ่งสูงขึ้นในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตระดับบน

นอกจากนี้ กระแสผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ ยังเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ชีสโปรตีนสูง ไขมันต่ำ รวมถึงชีสทางเลือกจากพืช กลายเป็นอีกหนึ่งเซกเมนต์ที่เติบโตอย่างน่าจับตา

ตลาดเนย จะพบว่าการเติบโตนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ผลักดันให้ตลาดขนมปังและเบเกอรี่มีมูลค่าสูงถึงราว 46,000 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเปลี่ยนผ่านของสมรภูมิที่เน้นปริมาณสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ

ร้านคาเฟ่แบบ Artisan หรือ Specialty หันมาใช้เนยแท้ 100% หรือเนยนำเข้าที่มีการระบุแหล่งผลิตชัดเจนเพื่อยกระดับความพรีเมียม ซึ่งเนยในกลุ่มนี้มีราคาต่อหน่วยสูงกว่าเนยทั่วไปถึง 2-3 เท่า ทำให้มูลค่ารวมของตลาดเติบโตเร็วกว่าปริมาณการขาย

ผนวกกับเทรนด์พฤติกรรมการทำขนมกินเองที่บ้าน ทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าที่ยอมจ่ายแพงเพื่อเสาะหาเนยเกรดคุณภาพ รวมถึงการเกิดใหม่ของสินค้าประเภทเนยปรุงรสอย่างเนยเห็ดทรัฟเฟิลและเนยหวานรสผลไม้ ที่เข้ามาตอบโจทย์ความสะดวกสบายและเปลี่ยนภาพลักษณ์การทำอาหารในบ้านให้มีมิติมากขึ้น

ภาพการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย เพราะตลาดโลกก็มีทิศทางที่สอดคล้องกันและมีศักยภาพที่สูงมาก โดยตลาดชีสโลกในปี 2025 มีมูลค่าราว 3.41 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดเนยโลกในปี 2025 ขยับขึ้นไปมีมูลค่าราว 1.89 ล้านล้านบาท

แม้ภาพรวมตลาดจะดูหอมหวาน แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลกและอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ตามมาด้วยโจทย์ใหญ่ด้านการจัดการระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาคุณภาพและรสสัมผัสของสินค้า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้นำตลาดอย่าง KCG ต้องทุ่มงบกว่า 1,200 ล้านบาทในการสร้างศูนย์กระจายสินค้าแช่แข็งครบวงจรเป็นของตนเอง

นอกจากนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ยังต้องรับมือกับสงครามราคาจากสินค้าทดแทนอย่างเนยผสมหรือมาการีนในกลุ่มลูกค้าแมส รวมถึงความท้าทายในการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพื่อยกระดับความคุ้นชินจากชีสพื้นฐาน ไปสู่ชีสเกรดพิเศษสายพันธุ์ใหม่ ๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ฝังรากลึก ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วข้ามคืน

ความเคลื่อนไหวของตลาดทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดชีสและเนยในไทยได้ก้าวสู่การเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่ต้องมีติดตู้เย็น และเพื่อให้แบรนด์สามารถเติบโตไปพร้อมกับมูลค่าตลาดระดับหมื่นล้านได้อย่างยั่งยืน การทำการตลาดหลังจากนี้จึงต้องตั้งอยู่บนการรักษาสมดุลระหว่างการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ควบคู่ไปกับการชูนวัตกรรมรสชาติและภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เพื่อมัดใจเหล่าคนรักชีสและเนยในระยะยาว