เมื่อพูดถึงร้านหนังสือในประเทศไทย ชื่อที่หลายคนนึกถึงคงมีอยู่ไม่กี่ชื่อ และหนึ่งในนั้นคือ SE-ED ร้านหนังสือที่เราเคยเห็นแทบทุกห้างทั่วประเทศ

แต่หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น จะพบว่า SE-ED ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นร้านหนังสือ และไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยคนในวงการสิ่งพิมพ์ด้วยซ้ำ

จุดเริ่มต้นของบริษัทมาจาก วิศวกรไฟฟ้า 10 คน ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการร่วมกัน

ในเวลานั้น พวกเขามองเห็นปัญหาว่า ประเทศไทยยังมีสื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย ขณะที่ยังไม่มีใครเข้ามาพัฒนาตลาดนี้อย่างจริงจัง

จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี พ.ศ. 2517

ธุรกิจในช่วงแรกจึงไม่ได้เริ่มจากร้านหนังสือ แต่เริ่มจากการทำ วารสารและสื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์

หนึ่งในผลงานแรกคือวารสารรายเดือน “เซมิคอนดักเตอร์อิเล็กทรอนิกส์” ควบคู่ไปกับการเป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ

จากนั้น SE-ED ค่อยๆ ขยายเนื้อหาออกไปยังคนกลุ่มอื่นมากขึ้น

ปี พ.ศ. 2521 บริษัทเริ่มทำวารสาร “ทักษะฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” สำหรับเยาวชนและคนทั่วไปที่สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์

อีกหนึ่งปีต่อมา มีวารสาร “มิติที่ 4” ที่พยายามเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ให้สนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อดึงคนที่อาจไม่ได้ชื่นชอบเนื้อหาวิทยาศาสตร์หนักๆ ให้หันมาสนใจเรื่องเหล่านี้

จนในปี พ.ศ. 2523 SE-ED เริ่มขยับจากธุรกิจวารสารเข้าสู่การผลิตตำราและหนังสือวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

หลังจากนั้น เมื่อคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น บริษัทก็ออกวารสาร “ไมโครคอมพิวเตอร์” ในปี พ.ศ. 2526 พร้อมผลิตหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ออกมาจำหน่าย

ขณะเดียวกัน SE-ED ก็เริ่มขยายไปสู่หนังสือประเภทบริหารและการจัดการ โดยมีแนวคิดสำคัญคือ ไม่ได้เลือกทำเฉพาะหนังสือที่คาดว่าจะขายดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องการผลิตหนังสือที่ช่วยให้คนทำงานสามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง

ส่วนตลาดเยาวชนก็ยังคงถูกพัฒนาต่อ

ในปี พ.ศ. 2528 บริษัทนำวารสาร “ทักษะฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” และ “มิติที่ 4” มารวมกัน กลายเป็นวารสาร “รู้รอบตัว” ซึ่งต่อมาได้รับการปรับรูปแบบและเปลี่ยนชื่อเป็น UpDATE

พร้อมกับเริ่มพัฒนาหนังสือสาระความรู้สำหรับเด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2529 ได้ออกการ์ตูนชุด “วิทยาศาสตร์อ่านสนุก” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

จากบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นโดยวิศวกร 10 คน SE-ED จึงค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นสำนักพิมพ์ที่มีจุดแข็งด้านหนังสือสาระความรู้ วิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้บริษัทเติบโต ไม่ได้มีเพียงการผลิตหนังสือของตัวเองเท่านั้น

SE-ED ยังพัฒนา ระบบจัดจำหน่ายหนังสือ จนเริ่มรับหน้าที่จัดจำหน่ายให้กับสำนักพิมพ์อื่นด้วย

และจุดนี้เองที่นำไปสู่ธุรกิจซึ่งภายหลังกลายมาเป็นภาพจำที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

“ร้านหนังสือ SE-ED Book Center”

ในปี พ.ศ. 2533 บริษัทเริ่มโครงการ SE-ED Book Center โดยมีแนวคิดว่า หากต้องการให้ตลาดหนังสือเติบโต การมีหนังสือที่ดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้คนสามารถเข้าถึงและซื้อหนังสือเหล่านั้นได้สะดวกด้วย

ร้าน SE-ED จึงไม่ได้ขายเฉพาะหนังสือที่บริษัทผลิตเอง แต่รวมหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่นเข้ามาด้วย เพื่อให้กลายเป็นร้านหนังสือที่มีสินค้าให้เลือกครบมากขึ้น

SE-ED Book Center เปิดสาขาแรกในช่วงปลายปี พ.ศ. 2534 โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์รวมหนังสือทั้งสาระและความบันเทิงสำหรับครอบครัวและคนทำงาน

หลังจากนั้นโมเดลร้านหนังสือก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย

โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2539 ที่ SE-ED เริ่มเข้าไปเปิดร้านในซูเปอร์เซ็นเตอร์เป็นครั้งแรก ที่โลตัสสาขาพัทยา

เหตุผลสำคัญคือ บริษัทมองว่า ซูเปอร์เซ็นเตอร์จะกลายเป็นรูปแบบค้าปลีกที่มีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต และเป็นสถานที่ที่คนจำนวนมากต้องเข้ามาใช้ชีวิตและจับจ่ายสินค้าอยู่แล้ว

พูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่ต้องรอให้คนเดินทางมาหาหนังสือ SE-ED เลือกนำหนังสือไปอยู่ในสถานที่ที่คนเดินอยู่แล้ว

เมื่อห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นรีเทลขยายตัวไปทั่วประเทศ SE-ED ก็เติบโตตามไปด้วย

จากธุรกิจที่เคยมีวารสารและสำนักพิมพ์เป็นหัวใจสำคัญ ร้านหนังสือจึงค่อยๆ กลายเป็นอีกธุรกิจหลักของบริษัท และเข้ามาทดแทนธุรกิจวารสารที่ลดบทบาทลงตามกาลเวลา

ในยุคที่ธุรกิจร้านหนังสืออยู่ในช่วงรุ่งเรือง บางศูนย์การค้าอาจมี SE-ED มากกว่าหนึ่งสาขา

และในช่วงก่อนโควิด-19 จำนวนร้าน SE-ED เคยเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 400 สาขา

แต่โลกของการอ่านในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปัจจุบันจำนวนสาขาของ SE-ED ลดลงเหลือไม่ถึง 200 สาขา

ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คนไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปในร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสืออีกต่อไป เพราะสามารถสั่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และรอให้หนังสือมาส่งถึงบ้านได้

ขณะเดียวกัน หนังสือบางประเภทก็ถูกแทนที่ด้วย E-book รวมถึงคอนเทนต์รูปแบบอื่นบนโลกออนไลน์ที่แย่งเวลาจากการอ่านหนังสือไปไม่น้อย

เรื่องราวของ SE-ED จึงน่าสนใจตรงที่ ตลอดกว่า 50 ปี บริษัทไม่เคยมีธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว

จากคนทำวารสาร กลายเป็นสำนักพิมพ์
จากสำนักพิมพ์ กลายเป็นผู้จัดจำหน่าย
และจากผู้จัดจำหน่าย กลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

ทุกครั้งที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยน SE-ED ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

เพียงแต่ครั้งนี้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายกว่าครั้งไหน ๆ

เพราะโจทย์ไม่ได้มีเพียงว่า “จะขายหนังสือที่ไหน” อีกต่อไป

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในวันที่คนมีวิธีเข้าถึงความรู้และใช้เวลาว่างมากมายกว่ายุคที่ SE-ED ถือกำเนิดขึ้น

ร้านหนังสือจะต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นอะไร เพื่อยังคงมีเหตุผลให้คนเดินเข้ามาอีกครั้ง