สมรภูมิกล้องดิจิทัลมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท พลิกโฉมจากอุปกรณ์ถ่ายภาพทั่วไปสู่ฟังก์ชันนอลไอเทมสำหรับสายครีเอเตอร์และสินค้าไลฟ์สไตล์ แบรนด์มุ่งเดินหน้ายึดพื้นที่ในกิจวัตรการสร้างสรรค์คอนเทนต์และการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

ตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

ตลาดนี้เคยผ่านจุดที่เผชิญภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2016 ถึง 2021 ที่มูลค่าตลาดหายไปกว่า 70% 

ปัจจัยหลักมาจากการพัฒนาของกล้องสมาร์ตโฟนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปและกลุ่มกล้องคอมแพกต์ ประกอบกับการมาของโควิด-19 ที่ทำให้การท่องเที่ยวและงานอีเวนต์หยุดชะงัก จนความจำเป็นในการซื้อกล้องใหม่ลดลงอย่างหนัก

กระทั่งก้าวเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา แบรนด์กลุ่มขับเคลื่อนตลาดและผู้เล่นกลุ่มทางเลือกต่างต้องปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยหันมาโฟกัสธุรกิจด้วยการเจาะตลาดกลุ่มมืออาชีพและครีเอเตอร์ที่ยอมจ่ายแพงเพื่อแลกกับคุณภาพวิดีโอและระบบออโตโฟกัสที่เหนือกว่าสมาร์ตโฟน

รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่เจาะลึกถึงไลฟ์สไตล์ และสอดรับกับกระแสนิยม Y2K หรือการโหยหาอดีต ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมานิยมกล้องคอมแพกต์ กล้องฟิล์ม และอุปกรณ์แนว Slow Tech มากขึ้น 

ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกล้องดิจิทัลให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นไลฟ์สไตล์และประคองการเติบโตของตลาดเอาไว้

ครีเอเตอร์ดันตลาดฟื้น กล้องดิจิทัลไทยแตะ 3,000 ล้าน

มิเรอร์เลส-ไลฟ์สไตล์พลิกเกมโต

ปี พ.ศ. มูลค่าตลาด / ล้านบาท
2559 8,900
2560 8,200
2561 7,608
2562 5,630
2563 3,220
2564 2,415
2565 2,500
2566 2,608
2567 3,000
2568 3,150
2569 3,300
ที่มา: Marketeer รวบรวม อ้างอิงจากการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด / กันยายน 2569

แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมจะฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 3,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% แบ่งตามสัดส่วนผลิตภัณฑ์ กล้องมิลเลอร์เลสระดับมืออาชีพ 60% กล้องมิลเลอร์เลสสำหรับสายคอนเทนต์และ Vlog 25% กล้องคอมแพกต์พรีเมียมและแอ็กชันแคม 15%  

แต่ลึกลงไป บรรดาบิ๊กแบรนด์ต่างต้องเจอกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยยอดขายในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90,000 ตัวต่อปี ซึ่งน้อยกว่าในอดีตมาก แต่มูลค่าตลาดกลับสูงขึ้นจากการที่ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่แพงขึ้นเพื่อซื้อกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม หรือกล้องที่ผสานเทคโนโลยี AI

อีกทั้งตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องการอัปเกรดอุปกรณ์ รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากสมาร์ตโฟน ทำให้ผู้เล่นแถวหน้าต้องเร่งงัดหมัดเด็ดใหม่ ๆ เพื่อประคองผลประกอบการ

แคนนอน (Canon) เลือกมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และกล้องมิเรอร์เลสอย่างตระกูล EOS R Series เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงโปรดักชันระดับมืออาชีพ 

โดยมีการชูจุดขายเรื่องความฉลาดของ AI ในการโฟกัส และตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานการผลิต Made in Japan พร้อมทั้งยังไม่ทิ้งตลาดไลฟ์สไตล์ด้วยการส่งกล้องคอมแพกต์ดีไซน์คลาสสิกมารองรับกระแสโหยหาอดีตของกลุ่มคนรุ่นใหม่

โซนี่ (Sony) อีกแบรนด์ขับเคลื่อนสำคัญในตลาด เดินเกมรุกอย่างหนักด้วยการครองใจสายครีเอเตอร์ โดยใช้กลยุทธ์การแตกไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทุกระดับราคา ชูจุดเด่นเรื่อง AI Focus และเลนส์ที่มีให้เลือกหลากหลาย 

อีกหมัดเด็ดของโซนี่คือการดึงดูดสาย Vlog ด้วยซีรีส์คอมแพกต์ฟูลเฟรม และการใช้พรีเซนเตอร์วัยรุ่นพร้อมสโลแกนที่เข้าใจง่าย เพื่อเปลี่ยนภาพจำและเจาะกลุ่มคนทำคอนเทนต์อย่างตรงจุด

นิคอน (Nikon) พยายามลบภาพจำกล้องสำหรับภาพนิ่ง ด้วยการชูจุดเด่นด้านงานวิดีโอระดับภาพยนตร์ และจับกระแสเรโทรด้วยกล้องดีไซน์คลาสสิกที่ขายดีจนขาดตลาด และยังสร้างสีสันด้วยกลยุทธ์เกมมิฟิเคชันอย่างตู้สุ่มกาชาปองโมเดลกล้องเพื่อดึงดูดกลุ่มนักสะสม

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่สู้กันในตลาดมวลชน อีกด้านหนึ่งแบรนด์ระดับซูเปอร์พรีเมียมอย่าง ‘ไลก้า’ (Leica) แม้จะมีผลิตภัณฑ์ลงรบในสมรภูมิฟูลเฟรม แต่ยังคงเลือกวางตำแหน่งตัวเองในตลาดเฉพาะกลุ่มหรือนิชมาร์เก็ตอย่างชัดเจน เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่มีกำลังซื้อสูง 

พร้อมกันนี้ ไลก้ายังได้ขยายอิทธิพลของแบรนด์ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนาระบบเลนส์และโทนสีให้กับแบรนด์อื่น ๆ ทั้งพานาโซนิคและอินสตา360 เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานของวงการกล้องให้ก้าวไปอีกขั้น

อีกด้านหนึ่ง แบรนด์ทางเลือกและแบรนด์สายไลฟ์สไตล์ ก็สามารถสร้างบ่อปลาใบใหม่ กอบโกยรายได้ด้วยการเลี่ยงสงครามราคา และหันมาโฟกัสประสบการณ์การใช้งานเฉพาะกลุ่ม

กลุ่มแบรนด์สายไลฟ์สไตล์และวิดีโอเฉพาะทาง

ฟูจิฟิล์ม (Fujifilm) แบ่งสายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มกล้องสายภาพนิ่งดีไซน์เรโทร สายคอนเทนต์วิดีโอแนวตั้ง และโดยเฉพาะกลุ่ม Instax ที่ผสานความเป็นดิจิทัลเข้ากับอนาล็อกอย่างลงตัว เจาะกลุ่ม Gen Z ด้วยกลยุทธ์สีสันแพ็กเกจจิ้งสะดุดตา

พานาโซนิค (Panasonic) แบรนด์ภายใต้ชื่อ Lumix เดินหน้าเจาะตลาดครีเอเตอร์และช่างภาพสายวิดีโอ ด้วยกล้องฟูลเฟรมขนาดกะทัดรัดและระบบกันสั่นระดับเทพ พร้อมชูจุดเด่นเรื่องโทนสีสไตล์ Leica และโปรโมชันของแถมพรีเมียมแบบจัดเต็มตามยอดซื้อ

โกโปร (GoPro) และ ‘อินสตา360’ (Insta360) ขยายขีดจำกัดของแอ็กชันแคมสู่กล้อง 360 องศาความละเอียด 8K และกล้องจิ๋วที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกภาพในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (Point of View) พร้อมสร้างระบบนิเวศอุปกรณ์เสริมแบบครบวงจรและการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการตัดต่อให้ง่ายขึ้น

ดีเจไอ (DJI) โดดเด่นในสมรภูมิกล้องกิมบอลพกพา นำเสนอการอัปเกรดเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้วเทียบเท่ากล้องระดับโปร พร้อมระบบติดตามอัจฉริยะ ActiveTrack เพื่อตอบโจทย์ครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวและ Vlog อย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มแบรนด์สายเรโทรและของสะสม

โพลารอยด์ (Polaroid) แบรนด์ระดับตำนานที่กลับมาตอกย้ำตลาดกล้องอินสแตนท์ ผสานเสน่ห์ภาพถ่ายใบเดียวในโลกเข้ากับการควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อตอบสนองวัยรุ่นที่หลงใหลความคลาสสิก

โกดัก (Kodak) และ ‘ยาชิก้า’ (Yashica) จับเทรนด์ของสะสมและแฟชั่นด้วยกล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้ง กล้องดิจิทัลพวงกุญแจ และกลยุทธ์กล่องสุ่ม หรือการคอลแลบส์ร่วมกับคาแรคเตอร์การ์ตูนดังเพื่อเจาะตลาดวัยรุ่นสายอาร์ตทอย

โกด็อกซ์ (Godox) แม้จะเป็นแบรนด์อุปกรณ์ไฟแฟลช แต่ก็ลงมาเล่นตลาดแฟชั่นไอเทมด้วยกล้องดิจิทัลขนาดเล็กดีไซน์โปร่งใสแนว Cyber-Retro เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบลุ้นและชอบของเล่นแปลกใหม่

โอเอ็ม ซิสเต็ม (OM SYSTEM) หรือโอลิมปัสเดิม เน้นบุกตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างสายท่องเที่ยวผจญภัยและสายถ่ายสัตว์ป่า ชูความโดดเด่นด้านความเบา ระบบกันสั่นที่ดีเยี่ยม และความทนทานต่อสภาพอากาศระดับ IP53

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของแบรนด์หลักและแบรนด์ทางเลือกที่ยกตัวอย่างมานั้น 

สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิกล้องดิจิทัลได้ก้าวข้ามผ่านเรื่องของสงครามราคาและสเปก สู่ยุคแห่งการประชันไลฟ์สไตล์ควบคู่ประสบการณ์การใช้งาน ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ตลาดกล้องดิจิทัลในไทยเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน