แม้ความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานได้ทำให้แผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชะลอตัวลงไป แต่อีกไม่นานก็คงกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง 

เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการประมวลผลของเอไอ ซึ่งจำเป็นต่อกิจการด้านต่างๆ โดยเรื่องนี้ยังก่ออีกปัญหาหนึ่งตามมา ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนรายได้น้อย 

ไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและเก็บข้อมูลในตลาดเทคโนโลยี ระบุว่า ยอดขายสมาร์ตโฟนรุ่นเริ่มต้นซึ่งราคาถูกที่สุด ที่ 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,300 บาท) ทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ลดลงเกือบ 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

พร้อมกันนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าสมาร์ตโฟนรุ่นล่างๆ ถึงระดับกลางล่าง ที่เคยราคาต่ำกว่า 150 ดอลลาร์ (ประมาณ 5,000 บาท)

ราคาอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ 250 ถึง 300 ดอลลาร์ (ประมาณ 8,400 ถึง 10,000 บาท) และยากที่จะกลับไปแตะระดับราคาก่อนปี 2025 ได้อีก 

ต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวมาจากการที่ 3 ค่ายผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก คือ ซัมซุง เอสเค ไฮนิกซ์ และไมครอน ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันเกิน 90% ได้เปลี่ยนสายการผลิตหลักมาตั้งแต่ปลายปี 2025 

โดยหันไปป้อนชิปเพื่อการพัฒนาเอไอ รวมไปถึงการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ แทนการผลิตสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปและสมาร์ตโฟน 

มีการประเมินว่า เงินที่บริษัทกลุ่มยักษ์เทคในสหรัฐฯ เช่น อัลฟาเบต อเมซอน ไมโครซอฟต์และเมต้า ลงทุนไปกับเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ ในปี 2027 จะพุ่งสูงเกิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 43 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ชิปขาดแคลนและแพงขึ้น 

นี่ทำให้ราคาสมาร์ตโฟนทุกรุ่นแพงขึ้น และรุ่นเริ่มต้นที่เคยราคาถูกก็เริ่มจะเกินเอื้อมสำหรับคนรายได้น้อย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการอวสานของสมาร์ตโฟนราคาถูก 

บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่จากจีน เช่น เสี่ยวมี่ ออปโป้ วีโว่ และหัวเว่ย ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกราว 60% และเป็นผู้นำตลาดเครื่องสเปกคุ้มราคา 

ได้ลดการพัฒนาสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วหันไปเน้นทำกำไรจากสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าแทน เพราะมองว่าคุ้มค่าทางธุรกิจมากกว่า 

ข้อมูลที่ชี้ถึงจุดจบของสมาร์ตโฟนราคาถูกยังไม่หมดแค่นั้น โดยกลุ่มตัวแทนบริษัทด้านโทรคมนาคมโลก (จีเอสเอ็มเอ) ที่มีสมาชิกอยู่มากกว่า 700 บริษัท ระบุว่า 

สมาร์ตโฟนรุ่นเริ่มต้นที่ราคาถูก คิดเป็น 44% ของรายได้ต่อเดือนของผู้ที่มีฐานะยากจน 20% ของโลกโดยเฉลี่ย

สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 76% สำหรับผู้คนในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา ซึ่งยากจนสุดในโลก  

แคลร์ ซิบธอร์ป หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเท่าเทียมทางดิจิทัลของจีเอสเอ็มเอเตือนว่า แม้ได้เคยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้เทคโนโลยีแบบมือถือที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีก 800 ล้านคนภายในปี 2030

แต่การที่สมาร์ตโฟนแพงขึ้นอาจทำให้เป้าหมายนี้หลุดลอยไป โดยผลกระทบที่ตามมาและถูกมองข้ามไปคือ กลุ่มรายได้น้อยจะเข้าสู่โลกออนไลน์ได้ยากขึ้น และในอนาคตจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลกว้างขึ้น

จีเอสเอ็มเอเตือนอีกว่า เมื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและฐานะยากจน ไม่มีเงินพอที่จะซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากราคาสมาร์ตโฟนรุ่นที่ถูกที่สุดยังแพงขึ้น 

พวกเขาอาจต้องจำใจใช้เครื่องเก่าต่อไป ยืมเครื่องผู้อื่น ถอยกลับไปใช้ฟีเจอร์โฟนรุ่นโบราณ หรือกระทั่งยอมหลุดออกจากโลกออนไลน์ไปเลย

ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะตัดโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็นที่กำลังย้ายไปสู่ออนไลน์และเอไอที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน จนเสียโอกาสและความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตไป 

ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นไปในทิศทางนั้น เพราะการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเจอแรงต้านแค่ไหน 

แม้ในอีกด้านหนึ่งเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ จะเป็นต้นเหตุของปัญหาชิปขาดแคลนและสัดส่วนการผลิตเพื่อป้อนอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนลดลงไป

จนกลุ่มรายได้น้อยต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าเดิมเพื่อซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นที่ราคาถูกสุดก็ตาม / restofworld