ติดอาวุธทางความคิด วิธีเอาตัวรอด บนโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้สร้างแรงกระเพื่อมกับวงการธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ถ้าองค์กรใดเข้าใจและปรับตัวได้ “เร็ว” ย่อมเป็นโอกาสมหาศาล ขณะเดียวกัน ถ้า “ช้า” ย่อมหมายถึงการถูกกลืนกินและหายไปในที่สุด

การจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล แน่นอนว่า “คน” คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุด

ทำอย่างไรที่จะให้คนในองค์กร เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรจะเดินไป อย่างทะลุปรุโปร่ง

ทำอย่างไรที่คนในองค์กร มีวิธีคิดไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าเราจะต้องอยู่ในโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ระบบการคิดก็จะต้องไม่เหมือนเดิมเช่นกัน

ดังนั้น การติดอาวุธทางความคิดให้ ‘คน’ จึงเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรโดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆต่างก็ให้ความสำคัญและใส่เม็ดเงินลงทุน เพื่อ “สร้างคน” ให้ได้ในระยะยาว และหนึ่งในนั้นก็มีบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยหรือ  AP ที่หลายคนรู้จักกันดี

ประเด็นที่น่าสนใจวันนี้ คือการที่ AP นำหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลกอย่าง Design Thinking ที่สร้างสรรค์โดย มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้สร้างพื้นฐานทางความคิดให้กับพนักงานเอพี เพิ่มเกราะป้องกันทางความคิดเพื่อนำพานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ซึ่ง Marketeer เคยพูดคุยกับ อนุพงษ์ อัศวโภคิน CEO AP เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแนวคิดหลักสูตรนี้ นี่คือหนึ่งในหลักสูตรพัฒนาคนที่องค์กรระดับโลกหลายองค์กรไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Adidas, Amazon และ Airbnb เป็นต้น ต่างก็ใช้กัน เช่นเดียวกับ AP ที่เริ่มเอามาปรับใช้เพื่อสร้างกระบวนการคิดรูปแบบใหม่ให้บุคลากรเอพีให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

 

Design Thinking หลักสูตรสร้างคน เพื่อให้คนสร้างนวัตกรรม

หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า คนในองค์กรไม่ได้เป็นดีไซเนอร์หรือสถาปนิกจะเรียนรู้เรื่อง Design Thinking ไปทำไม และแนวคิดนี้เกี่ยวพันอะไรกับการนำพาองค์กรไปสู่โลกใหม่ได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว Design Thinking เป็นทั้งระบบวิธีคิดและกระบวนการที่จะช่วยให้เราทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคจากมุมมองของผู้บริโภค เป็นกระบวนการคิดเชิงการออกแบบ ที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และนำเอาความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองที่หลากหลายมาสร้างไอเดีย ใหม่ๆ ก่อนที่จะสร้าง Prototype และทดสอบเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการแฝงของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด

ตรงนี้ล่ะที่จะเป็นบ่อกำเนิดของการสร้างนวัตกรรมที่ตรงโจทย์ คือไม่ใช่แค่สร้างได้อย่างเดียวแต่ต้องใช้ได้จริงด้วย

โดย Design Thinking แบ่งกระบวนการความคิดนี้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize  Define  Ideate  Prototype และ Test

 

เริ่มต้นอันดับแรก คือการสังเกตผู้บริโภค หากเราใช้วิธีถามให้ลูกค้าอธิบายว่าอยากได้อะไร แน่นอนว่าลูกค้าจะบอกไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่มี Frame of Reference ของสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจในปัญหา การหาความต้องการที่มองไม่เห็นของผู้บริโภคนี้ เรียกว่า Empathy

พอเข้าใจและเห็นภาพในส่วนนี้แล้ว ถัดไปคือการ Define ปัญหาให้ถูก การที่ได้ Problem Statement ที่ชัดเจน และท้าทายจะเป็นจุดตั้งต้นของการหาโซลูชันที่แตกต่าง

ต่อมาในขั้นตอนที่ 3 จะเรียกว่าการทำ Ideation คือการใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยเราเปิดมุมมองเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ ที่ฉีกกรอบแนวคิด ความเชื่อ หรือข้อจำกัดเดิมๆ

ที่สำคัญคือพอได้ไอเดียมาแล้วนั้น เราจะทำให้ไอเดียนั้นเป็นจริงได้แค่ไหน เป็นขั้นตอน Prototyping สร้างแบบจำลอง เอาไอเดียนั้นมาทดลอง เพื่อ Test ทดสอบจริงกับผู้บริโภค ตรงนี้เป็นสิ่งที่ CEO เน้นย้ำ คือเรื่องการให้โอกาสพนักงานได้ Fail Fast and Fail Forward คือต้อง Testing กล้าลองและต้องกล้า Fail เพื่อแก้ไขปรับปรุงไปหลายๆ รอบจนกว่าจะได้สิ่งที่ใช่

นี่คือแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม ถ้าสร้างคนให้มีแนวคิดแบบนี้ ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไร องค์กรย่อมสามารถตอบเทรนด์ หรือนำเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ องค์กรย่อมตอบโจทย์ผู้บริโภค

เอพี โอเพ่นเฮ้าส์ 2018 ติดอาวุธทางความคิดให้เด็กรุ่นใหม่

การสร้างคนของ  CEO ไม่ได้จำกัดขอบแค่ในองค์กรพนักงานเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดของเอพีคือการพัฒนาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ ดังนั้นนอกเหนือจากการอบรมคนในองค์กร ยังมีการทำโปรเจค เอพี โอเพ่นเฮ้าส์ ปั้นนักศึกษาฝึกงานให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของวงการอสังหาฯ อีกด้วย

 

 

เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนเข้าทำงานจริง  คือไม่ได้เอามาถ่ายเอกสาร ชงกาแฟ แต่ฝึกเน้นให้ลงมือปฏิบัติจากการจำลองชีวิตในการทำงาน มีโปรแกรมแต่ละวันต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มีเวทีการพูดคุย มีเวิร์คช็อปแผนงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาฯที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เรียกว่ามาฝึกงานกับองค์กรผู้นำอสังหาฯจริงๆ จบปุ๊บ เกลาอีกนิดก็ทำงานได้เลย

เอพี โอเพ่นเฮ้าส์ 2018 ปีนี้เป็นปีที่ 3 หลังจากสองครั้งแรกประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนปีนี้มีนักศึกษามาสมัครล้นหลาม ก่อนจะคัดเลือก เหลือ 50 คน ประกอบด้วย โปรแกรมวิศวกรรมโยธา จำนวน 30 คน ที่ครอบคลุมทุกกระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโปรแกรมด้านการตลาดและการขาย จำนวน 20 คน

และความพิเศษของปีนี้นั่นคือการ นำเอาหลักสูตร Design Thinking ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) เข้ามาปรับสอนนั่นเอง

ด้วยตัวหลักสูตรสร้างความแตกต่างเอพี โอเพ่นเฮ้าส์  คือเน้นสร้างเด็กให้คิดเป็น-ทำเป็น ในยุคดิจิทัล ทั้งเรื่องวิศวกรรมและเรื่องการตลาด แน่นอนว่าการได้ฝึกงานงานเฉพาะด้าน และตรงสายอาชีพ เป็นโอกาศที่หาได้ยากในห้องเรียน นอกจากนักศึกษาจากทั้ง 2 โปรแกรมจะได้ลองทำงานในสายอาชีพที่ตนเองเรียนมาแล้ว ยังทำให้ได้รู้เป้าหมายที่แท้จริงของตนเองอีกด้วยว่าชอบสายอาชีพนี้จริงหรือไม่

ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการนิสิตนักศึกษา จะได้รับใบประกาศนียบัตรจากเอพี อะคาเดมี่ สำหรับนิสิตนักศึกษาจำนวน 4 คนที่มีผลการฝึกงานที่โดดเด่นยังจะได้รับโอกาสจาก บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) ไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นกับบริษัท มิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG)) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น พันธมิตรทางธุรกิจของเอพี เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น

นี่เป็นตัวอย่างขององค์กรที่ปรับตัวเพื่อผลระยะยาว ด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างคน ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดบนโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม เราต้องยอมรับว่าอาวุธที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีสุดล้ำ แต่คือ กระบวนความคิดที่เป็นระบบของคนในองค์กร และ AP OPEN HOUSE ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการสุดเจ๋ง โดนใจเด็กรุ่นใหม่ ถ้ามีแบบนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน จะต่อแถวสมัครคนแรกเลย

 

 

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer