เราเรียนรู้หลักการกันไปทำไม?

By: รวิศ หาญอุตสาหะ

เคยมีน้องวัยรุ่นคนหนึ่งถามผมทำนองว่า ทำไมเรายังต้องเรียนตำรา ในเมื่อทุกวันนี้หลายต่อหลายครั้งสิ่งที่ได้จากตำราก็เอาไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ โดยหนึ่งในสิ่งที่น้องคนนี้ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลนั้นทำเอาผมต้องหยุดเพื่อคิดตามเลยว่ามันจริงไหม

เค้าบอกว่า “ตอนเรียนจบ สิ่งที่สอนกันมามันก็ล้าหลังไปแล้วอย่างน้อยครึ่งนึง แบบนี้ออกลองมาลุยงานเองเลยดีไหม”

ถ้าผมเข้าใจน้องเค้าไม่ผิด ผมคิดว่า น้องเค้าคงจะหมายถึงว่า ทำไมเรายังต้องเรียนพวกหลักการทฤษฎี ทั้งที่ภาคปฏิบัติดูจะเอาไปใช้ได้จริงและได้น้ำได้เนื้อมากกว่า 

จริงๆ ในความเห็นผม ผมคิดว่าภาคปฏิบัติก็สำคัญจริงๆ อย่างที่น้องเค้าคิดแหละครับ แต่ว่าการรู้หลักการนั้นก็มีประโยชน์มากเช่นกัน แค่เราต้องเลือกว่าจะเอาอะไรมาใช้เท่านั้นเอง 

ประกอบกับช่วงนี้ได้รับ inbox มาในเพจ Mission to the Moon เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะมาก หลายคนกำลังสับสนเรื่องเรียนต่อ หลายคนกำลังอยากหยุดเรียน ป. ตรี เพื่ออยากออกมาทำงาน ฯลฯ

วันหยุดชิลๆ แบบนี้เลยอยากเขียนถึง เรื่องนี้สักหน่อย

 

เคยได้ยินเรื่อง “กระบวนท่าแบบไร้กระบวนท่า” ของเล่งฮู้ชง ในกระบี่เย้ยยุทธจักรไหมครับ ผมเองก็จำได้ไม่หมด แต่เรื่องคร่าวๆ ที่จำได้มีประมาณนี้ ถ้าผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะครับ 

กระบวนท่าของเล่งฮู้ชง ถ้าอธิบายง่ายๆ มันเป็นกระบวนท่ากระบี่ที่ไม่มีแบบแผนครับ 
คือในยุทธจักรจะมีสำนักกระบี่หลายๆ สำนักที่มีเพลงดาบเป็นของตัวเอง คนในแต่ละสำนักก็ต้องหัดเรียนเพลงดาบของตัวเอง แต่ถ้าคนไหนรู้เพลงดาบของสำนักอื่นก็จะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถอ่านเพลงดาบหรือแบบแผนของคู่ต่อสู้ล่วงหน้าได้ และยังสามารถนำไปปรับปรุงเพลงดาบเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือเพลง
ดาบอื่นๆ ได้อีก
แต่สำหรับเล่งฮู้ชง เค้าโชคดีมากที่เผอิญไปพบถ้ำลับที่จดบันทึกเพลงดาบของทุกสำนักไว้ แถมยังพบผู้เฒ่าที่เป็นสุดยอดมือกระบี่ที่ช่วยถ่ายทอดวิชาให้เค้าฟัง ทำให้เล่งฮู้ชงได้รู้จักทั้งเพลงดาบของทุกสำนัก และยังรู้วิธีนำเพลงดาบมาปรับเป็น “สไตล์” ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า “ไร้กระบวนท่า” นั่นเอง

ดังนั้น เวลาที่เล่งฮู้ชงปะมือกับคู่ต่อสู้ นอกจากเค้าจะอ่านออกล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้จะใช้กระบวนท่าอะไรต่อจากนี้ สิ่งที่ทำให้เค้าเหนือขึ้นไปอีก คือ คู่ต่อสู้ไม่สามารถคาดเดาแบบแผนกระบวนท่ากระบี่ของเค้าได้เลย และนั่นทำให้คู่ต่อสู้งงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้จะหาท่าดาบใดมาเอาชนะเค้าดี

แต่กว่าที่เล่งฮู้ชงจะเก่งการใช้ “กระบวนท่าแบบไร้กระบวนท่า” เค้าก็ต้องฝึกกับผู้เฒ่าและลองมือกับหลายคนมาก่อน กว่าที่วิชาดาบของเค้าจะเจนจัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าแค่ดูบันทึกบนผนังถ้ำและฟังผู้เฒ่าจะเข้าใจได้เลย

ผมว่าที่น้องคนนั้นสงสัยก็คงคล้ายๆ เรื่องนี้ครับ คือ ถ้าลองเทียบกัน สมมติเล่งฮู้ชงได้ยินแต่เรื่องวิธีการสร้าง “กระบวนท่าแบบไร้กระบวนท่า” โดยที่เค้าไม่ค่อยรู้เพลงดาบของสำนักอื่น เค้าก็จะมีกระบวนท่าที่จะเอาไปพลิกแพลงต่อยอดได้น้อยครับ ทางกลับกันพอรู้เยอะ ก็มีหลายท่าไปพลิกแพลงต่อยอดได้มากกว่า

 

สำหรับผม การรู้หลักการ ทฤษฎีก็มีประโยชน์คล้ายๆ แบบนี้แหละครับ คือถ้าเรารู้หลักการก่อน เวลาเราจะไปพลิกแพลงหรือสร้างให้เป็นสไตล์ตัวเอง ก็จะทำได้ง่าย เร็ว และหลากหลาย เพราะเราไม่ต้องมานั่งคลำหาวิธีเอง

ยิ่งถ้าเรายังไม่แม่น การรู้หลักการก่อนยิ่งทำให้เราเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ได้หมายว่า การเรียนรู้แบบครูพักลักจำ หรือการฝึกฝนนั้นไม่สำคัญนะครับ จริงๆ สำคัญเหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากยกให้เห็นว่า การเรียนรู้จากตำราหรือหลักการนั้นก็มีประโยชน์

อย่าง Picasso ในช่วงเริ่มต้น เค้าเองก็ใช้วิธีศึกษาและทำตามแนวศิลปะของคนอื่นก่อน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เค้าถึงค่อยๆ เริ่มสร้าง“สไตล์” ที่เป็นตัวเองขึ้นมา ซึ่งแนวศิลปะของ Picasso ก็เป็นการผสมผสานแนวคิดศิลปะอื่นๆ มาเป็นแบบของเค้า

 

เมื่อพูดถึงเรื่องหลักการ ก็มีอีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นเรื่องการเรียนรู้หลักการเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ผ่านตำรา แต่ผ่าน “สำนักงาน”

สำนักงาน หรือบริษัทจริงๆ ก็เป็นเหมือนโรงเรียนเลยนะครับ ยกตัวอย่าง ถ้าบริษัทค้าปลีก CP Central ก็คงเป็นชื่อแรกๆ ที่คนนึกถึง หรือถ้าเป็นบริษัทพวก FMCG ก็เช่น Unilever, P&G, Nestle หรือเอเยนซี่โฆษณา ก็เช่น Ogilvy, BBDO, TBWA หรือถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ก็เช่น ไทยรัฐ มติชน ผู้จัดการ เป็นต้น

ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ ก็จะมีหลักการทำงาน แบบแผนหรือสไตล์ที่เป็นของตัวเอง ที่เป็น system มี logic และกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจน มีหลักการ

ในขณะเดียวกันบริษัทขนาดย่อมลงมา กระบวนการ process system protocol ต่างๆ ย่อมยากที่จะแม่นยำและมีความถูกต้องสูงแบบบริษัทใหญ่ แต่ในข้อจำกัดเหล่านี้ก็สามารถช่วยสอนหลักการอีกอย่างให้กับเราได้เหมือนกัน คือหลักการในการหาทางออกจากปัญหาในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด เป็นต้น 

เวลาน้องผมมาถามว่าอยู่บริษัทเล็กๆ จะเป็นอะไรไหม เพราะทรัพยากรเหมือนจะสู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ ผมมักจะตอบเสมอว่า บริษัทเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญ ขอให้ทั้งเราและบริษัทมีศักยภาพในการเติบโต (มากๆ) แค่นี้ก็น่าทำงานด้วยแล้ว

อันนี้ยกตัวอย่างแค่แง่มุมเดียวนะครับ จริงๆ แล้วบริษัทเล็กกับใหญ่นั้นยังมีอะไรที่แตกต่างกันอีกมาก ซึ่งเทียบแล้ว เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับสำนักกระบี่เลยครับ 

ฉะนั้น เวลามีใครมาคุยกับผมว่า อยากเปิดบริษัทหรืออยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ถ้าผมเห็นท่าว่าเค้ายังดูไม่มั่นใจนัก ผมมักจะแนะนำให้เค้าไปลองฝึกกระบวนท่ากับสำนักงานต่างๆ ก่อน

 

เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ได้ คือได้เรียนรู้แบบแผนของที่นั่นเพื่อนำมาปรับใช้ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะเรียนรู้แบบแผนจากบริษัทก็ต้องอาศัยวิธีแบบครูพักลักจำและช่างสังเกตด้วย เพราะบริษัทไม่ใช่โรงเรียนที่จะมาสอนตรงๆ เป๊ะๆ

ถ้าถามผม ผมว่าคนเราต้องอาศัยการเรียนรู้หลายๆ แบบครับ และวิธีการเรียนรู้แต่ละแบบก็ให้ประโยชน์แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญสุดๆ คือ การรู้จัก “บูรณาการ” ความรู้ที่ได้ หรือสร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมาครับ ซึ่งนั่นจะทำให้เราแข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาหรือคู่แข่งได้ดีที่สุด