ส่งพัสดุด่วน เกมเดือดที่ไปรษณีย์ไทยขอท้าชิงเคอรี่

ส่งพัสดุด่วน เกมเดือดที่ไปรษณีย์ไทยขอท้าชิงเคอรี่

เพราะคนไทย ความอดทนในการรอคอยน้อยลง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริการส่งพัสดุด่วน ส่งสินค้าถึงมือผู้รับใน 1-2 วัน กลายเป็น ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ตลาดขนส่งพัสดุย่อย เติบโต 10-20% ต่อปี

 

ซึ่งการเติบโตของบริการส่งพัสดุด่วน มาจากสาเหตุหลัก 3 ประการคือ

1.การแข่งขันอย่างรุนแรงของช็อปปิ้งออนไลน์ ที่นอกจากจะแข่งขันกันกันด้านราคาแล้ว ยังแข่งขันในด้านความเร็วในการส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายใน 1-2 วันหลังสั่งซื้อ ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่มองว่าการได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในบริการที่ดีจากผู้ขาย

2.เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคนิยมสั่งอาหารและขนม ที่มีอายุการเก็บรักษาได้ไม่นานผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เช่นการสั่งเบเกอรี่, วัตถุดิบ, หรืออาหารที่มีเฉพาะในแต่ละภูมิภาค เป็นต้น

3.พฤติกรรมผู้บริโภคนิยมสั่งสินค้าที่ต้องการด่วนผ่านออนไลน์มากขึ้น เพราะมองว่าสะดวกกว่าการไปแสวงหาตาม Traditional Trade ซึ่งในบางครั้งสินค้าที่ต้องการอาจจะอยู่ไกลเกินที่จะเดินทางไปซื้อได้ด้วยตัวเอง หรือเมื่อเดินทางไปดูแล้วอาจจะไม่พบสินค้าที่ต้องการ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าอีกด้วย

ตลาดขนส่งพัสดุย่อย มูลค่า 25,500 ล้านบาท พัสดุ 482.3 ล้านชิ้น *มูลค่าตลาดปี 2560 ที่มา : ไปรษณีย์ไทย, มีนาคม 2561

ปีที่ผ่านมาตลาดขนส่งพัสดุย่อยมีมูลค่า 25,500 ล้านบาท จากพัสดุ 482.3 ล้านชิ้น มีไปรษณีย์ไทยเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดในเชิงมูลค่า50% และ 52% เชิงปริมาณ ส่วนเคอรี่ มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับสอง รองลงมา

แม้ส่วนแบ่งตลาดไปรษณีย์อาจจะเป็นที่หนึ่ง แต่ในมุมของบริการส่งพัสดุด่วน ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยถือว่ายังทำไมได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะพัสดุที่มีน้ำหนัก เกิน 3 กิโลกรัม จากจุดอ่อนของบริการนี้คือค่าบริการที่สูงกว่าคู่แข่ง จนร้านค้าออนไลน์เลือกที่จะใช้บริการเคอรี่ ที่คิดค่าส่งจากขนาดของพัสดุ

โดยเคอรี่คิดค่าพัสดุที่มีน้ำหนักเกิน 1กิโลกรัม-25 กิโลกรัม มีค่าบริการเริ่มต้นที่ 65 บาท ส่วนไปรษณีย์ไทยพัสดุน้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมเริ่มต้นที่ 67 บาท และถ้าน้ำหนักเกิน 3 กิโลกรัม เริ่มต้นที่ 157 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง

แล้วไปรษณีย์ไทยจะแข่งขันในตลาดขนส่งพัสดุด่วนอย่างไร ในเมื่อตลาดมีโอกาส

EMS ส่งแพง ไปรษณีย์ไทย ขอลดราคา

เมื่อเกมการแข่งขันต้องเดิน ในปีนี้ไปรษณีย์ไทย ได้ปรับกลยุทธ์การแข่งขันในตลาดส่งพัสดุด่วนใหม่ ด้วยการลดราคา ค่าส่งพัสดุที่มีน้ำหนักเกิน 3กิโลกรัมที่ใช้บริการส่งในรูปแบบ EMS ลง

ซึ่งลดราคาบริการ EMS ไปรษณีย์ไทยได้ปรับราคาลดลงอย่างน้อย 5 บาท ไปจนถึง 115 บาท ตามขนาดของน้ำหนักพัสดุ ที่มีน้ำหนักระหว่าง 3 กิโลกรัม -20 กิโลกรัม เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่ส่งพัสดุขนาดใหญ่มากขึ้น

การที่ไปรษณีย์ไทยเกิดแนวคิดแข่งขันด้วย Price War มาจากการมองเห็นโอกาสทางการตลาดจากการเติบโตของการส่งพัสดุที่มีน้ำหนักมากกว่า 3กิโลกรัม ผ่านบริการส่งด่วนมากขึ้น

แต่ที่ผ่านมาลูกค้าไปรษณีย์ไทยกลับไม่ค่อยส่งพัสดุน้ำหนักขนาดนี้ผ่าน EMSมากนัก ด้วยเหตุผลหลักๆ คือค่าบริการที่แพงเกินความจำเป็น และหันไปเลือกส่งลงทะเบียน หรือส่งแบบพัสดุที่มีราคาค่าบริการถูกกว่าในกรณีที่ของที่ส่งไม่ต้องการถึงมือผู้รับด่วนนัก หรือถ้าผู้รับต้องการด่วน ก็จะเลือกไปส่งที่ขนส่งเอกชนอื่น อย่างเคอรี่  หรืออื่นๆ แทน โดยเฉพาะลูกค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่มีทางเลือกส่งสินค้าจากคู่แข่งหลากหลายรูปแบบ

 

รายได้ไปรษณีย์ไทย

ส่งจดหมาย ซองเอกสาร 30%

ส่งพัสดุ และอีเอ็มเอส 50%

อื่นๆ เช่น บริการด้านการเงิน อย่างเช่นการส่งธนาณัติ บริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ การจำหน่ายแสตมป์เพื่อการสะสม 20%

ในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยจึงมีสัดส่วนพัสดุน้ำหนักเกิน 3 กิโลกรัมส่งผ่าน EMS เพียง 7% ของพัสดุทั้งหมด ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพัสดุทั้งหมดที่ส่งผ่านไปรษณีย์ไทยเฉลี่ยวันละ 1.3 ล้านชิ้น

 

รายได้ไปรษณีย์ไทยจากการส่งพัสดุ

พัสดุแบบซอง         37%

พัสดุแบบกล่อง      43%

อื่นๆ เช่นส่งพัสดุขนาดใหญ่มากที่ไม่สามารถแพคลงกล่องได้ 20%

ที่มา : ไปรษณีย์ไทย, 2561

หลังจากที่เห็นจุดอ่อนเรื่องค่าส่งพัสดุ EMS ที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม ไปรษณีย์ไทยได้ลองนำร่องลดราคาส่งพัสดุที่มีน้ำหนักมากกว่า 3กิโลกรัมผ่านบริการ EMS ระหว่างวันที่ 17 เมษายน-30 มิถุนายน 2561เพื่อทดสอบการตอบรับ และรายได้ที่เกิดขึ้นจากการลดราคา ก่อนที่จะตัดสินใจประกาศลดราคาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ซึ่งการลดราคาพัสดุ EMS ในครั้งนี้ ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ไปรษณีย์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจรับส่งพัสดุย่อยจาก 50% ในปีที่ผ่านมา เป็น 55% ในปีนี้

 

เคอรี่ ส่งพัสดุต้องเร็วและครอบคลุม

ในช่วงเวลาที่ไปรษณีย์ไทยกำลังทดลองลดราคาส่งพัสดุ EMS เคอรี่ ได้ขยายการให้บริการส่งพัสดุส่งถึงมือผู้รับในวันถัดไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพิ่มขึ้น

เพราะจุดอ่อนของเคอรี่เมื่อเทียบกับไปรษณีย์ไทย คือเครือข่ายการส่งพัสดุที่ยังตามหลังอยู่

ซึ่งการขยายการให้บริการส่งพัสดุถึงมือผู้รับในวันถัดไปนี้ เคอรี่ ได้เพิ่มรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ 8,000 คัน เพื่อเสริมในเส้นทางการส่งพัสดุเดิม ที่มีความหนาแน่นของจำนวนพัสดุที่ส่ง และขยายเส้นทางการจัดส่งพัสดุเส้นทางใหม่อีก 5,000 เส้นทางทั่วประเทศ

นอกจากนี้เคอรี่ยังได้อุดจุดด้อยเรื่องจุดรับบริการด้วยการเพิ่มเครือข่ายสาขาเป็น 2,500 สาขาในสิ้นปี ซึ่งการเพิ่มเครือข่ายสาขานี้ จะช่วยให้เคอรี่สามารถเดินเครื่องแข่งขันกับไปรษณีย์ไทยได้อย่างเต็มสูบกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไปรษณีย์ไทยค่อนข้างแข็งแกร่งด้วย ส่วนแบ่งตลาดมากถึง 70% ของตลาดรวมขนส่งย่อยในต่างจังหวัดทั้งหมด

ทั้งนี้จากการรุกตลาดของเคอรี่ในปีนี้ ผู้บริหารเคอรี่เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับเคอรี่ด้วยยอดการรับส่งพัสดุที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 1 ล้านชิ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการผ่านเคอรี่เฉลี่ย 8 แสนชิ้นต่อวัน

ส่งพัสดุด่วนเปิดเกมสู้ทุกด้าน EMS ไปรษณีย์ไทย เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ราคาบริการ ให้บริการตามน้ำหนักของพัสดุ คิดค่าบริการตามขนาดของกล่องพัสดุ หรือน้ำหนักของพัสดุ ยิ่งกล่องใหญ่ ค่าบริการยิ่งแพง ส่งถึงมือผู้รับ (ในกรณีที่ส่งก่อนเวลาตัดรอบ)* กรุงเทพ และปริมณฑล วันถัดไป ระหว่างจังหวัด 1-2 วันถัดไป ขึ้นอยู่กับจังหวัด กรุงเทพ และปริมณฑล วันถัดไป ระหว่างจังหวัด 1-2 วันขึ้ นอยู่กับจังหวัด จำนวนพัสดุที่ให้บริการเฉลี่ยแต่ละวัน ปัจจุบัน 1.3 ล้านชิ้น เป้าหมายสิ้นปี ส่วนแบ่งตลาด 55% ในตลาดส่งพัสดุย่อย ปัจจุบัน 8 แสนชิ้น เป้าหมายสิ้นปี 1 ล้านชิ้น *โดยเฉลี่ย

 


อ่านคอนเทนต์การตลาด อ่าน MarketeerOnline.co

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline