ปัจจัยที่มีผลต่อราคา สถานบริบาลผู้สูงอายุ (Nursing Home)

By: ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมไปเข้าฟังการสัมมนาเพื่อวางแผนทางการเงินของคนวัยใกล้ 50 ที่ทางเพื่อนๆศิษย์เก่าสวนกุหลาบรุ่นผม จัดเพื่อให้ความรู้ทางการเงินกับเพื่อนๆ ในรุ่น เพื่อเตรียมเกษียณอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ระดับประมาณ ร้อยละ 2 ต่อปี สำหรับคนอายุ 50 วันนี้ ที่จะเกษียณตอนอายุ 60 และ มีอายุยืนยาวไปถึง 90 ปี นั้น ถ้าต้องการใช้เงินหลักเกษียณ เดือนละ 20,000 บาท จะต้องมีเงินเก็บ ณ.วันเกษียน ประมาณ 8.7 ล้านบาท แต่ถ้าต้องการใช้เงินเกษียณ เดือนละ 50,000 บาท แล้วละก็ ต้องมีเงินเก็บ ณ วันเกษียน ประมาณเกือบ 22 ล้านบาท เลยทีเดียว ฟังแล้วก็ดูน่ากลัว สำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ในงานสัมมนาคุยกันว่า ถ้าเงินเก็บมีไม่ถึง ทำอย่างไร คำตอบนั้นมีหลายทาง ตั้งแต่ใช้เงินหลังเกษียณให้น้อยลง ยืดเวลาการทำงานออกไปเพื่อให้มีระยะเวลาในการหาเงินให้ยาวขึ้น หาการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น เช่นการลงทุนในตลาดหุ้นหรือกองทุนต่างๆ ที่ผมตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการนำที่อยู่อาศัยมาทำรีเวิร์สมอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) หรือจำนองกับทางธนาคาร เพื่อเปลี่ยนบ้านเป็นเงินที่รับเดือนหลังเกษียณ ที่ปีนี้ น่าจะมีธนาคารของรัฐ อย่าง ธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อลักษณะนี้ออกมาให้ได้เห็นกัน

แต่ประเด็นที่มีการถกเถียงกันก็คือ ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเท่าไรต่อเดือน คำตอบที่ได้คือ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ถ้ายังอยากกินหรู เที่ยวต่างประเทศละก็อาจต้องใช้เดือนละ 100,000 บาท แต่ถ้ากินอยู่สมถะ อยู่ติดบ้าน เดือนละ 10,000-20,000 บาทต่อคน ก็น่าจะพอ

เพื่อให้ได้คำตอบว่า ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเท่าไรหลังเกษียณ ผมเลยไปนำข้อมูลในรายงานการค้นคว้าอิสระของ คุณรัตนรัตน์ บางท่าไม้ นักศึกษาปริญาโทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำไว้เมื่อต้นปี 2560  โดยศึกษาเปรียบเทียบราคา และปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกสถานบริบาลผู้สูงอายุ ที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาล และที่ไม่ใช่โรงพยาบาล มาเป็นเกณฑ์ว่า ถ้าผู้สูงอายุ ย้ายตัวเองไปอยู่ใน Nursing Home ต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร จะได้พอเป็นแนวทางประเมินเงินที่ต้องใช้ต่อเดือนสำหรับผู้สูงอายุที่คาดว่า ไม่มีลูกหลานดูแล

 

ราคาค่าบริการในศูนย์บริบาล (Nursing Home) สำหรับผู้สูงอายุ

ราคาค่าบริการ จากการสำรวจของ คุณรัตนรัตน์ บางท่าไม้ ในช่วงปี 2559-2560 สำหรับสถานบริบาลที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล จะเกาะกลุ่มกันอยู่ใน ช่วงราคา 15,000-20,000 บาท และ 20,000 -25,000 บาทต่อเดือน ส่วน โรงพยาบาลจะมีช่วงห่างที่แตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับระดับของโรงพยาบาล โดยมีตั้งแต่อยู่ในช่วง 15,000-20,000 ที่ใกล้เคียงกับสถานบริบาล จนถึงระดับ สูงกว่า 60,000 บาทต่อเดือน โดยราคาดังกล่าว รวมค่าห้อง (บางแห่งเป็นห้องแยก บางแห่งเป็นห้องรวมหลาย เตียง) ค่าอาหาร 3 มื้อและของว่าง ค่าเจ้าหน้าที่หรือพยาบาลดูแลประจำวัน ค่ากายภาพบำบัดประจำวัน (Passive exercise) และค่าแพทย์ที่เข้ามาเยี่ยมตามรอบเวลาที่กำหนด บางแห่งอาจมาทุกวัน บางแห่งอาจมาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

แต่นอกจากค่าบริการพื้นฐานที่รวมอยู่ในค่าบริการรายเดือนแล้ว ผู้สูงอายุแต่ละรายยังต้องเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าผ้าอ้อม ค่าอุปกรณ์ในการทำแผล ค่าอาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใช้) ค่าวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉลี่ยต้องจ่ายอีก 5,000-10,000 บาท ไม่รวมค่ายาประจำตัวของแต่ละคน ค่ารถฉุกเฉินในการนำส่งโรงพยาบาล

สรุปว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุ ในการอยู่ในสถานบริบาล กรณีไม่รวมค่ารักษาทางการแพทย์ เรียกได้ว่าไม่ได้

ป่วยแบบที่ต้องมีค่ารักษาพยาบาลโรคเรื้อรังที่ต้องจ่ายค่ายา ค่าแพทย์ ต่อเดือน ต้องมีอยู่ในราวๆ 25,000-30,000 บาทต่อเดือนครับ ด้วยอัตราค่าบริการที่ต้องจ่าย เงินเก็บที่ต้องมีสำหรับการเข้าใช้บริการ จาก อายุ 60 ไปถึง 90 ปี โดยนำเงินมาหาผลตอบแทนได้ ร้อยละ 2 ต่อปี กินทั้งต้นทั้งดอกเบี้ยเป็นเวลา 30 ปี ก็ต้องมีในราวๆ 12 ล้านบาทครับ ถ้ามีน้อยกว่านี้ ก็ต้องหาผลตอบแทนต่อปีให้ได้สูงกว่า ร้อยละ 2 หรือ ใช้บริการสถานบริบาลน้อยกว่า 30 ปี ส่วนใครที่มีเงินเก็บมากว่านี้ ไม่มีลูกหลานดูแล ก็สามารถเลือกสถานบริบาลในระดับที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย ด้วยค่าบริการที่สูงกว่าได้ โดยสถานบริบาลเองในอนาคตจะคล้ายกับเชนโรงแรม ที่มีหลายระดับราคาให้เลือกใช้ ตั้งแต่ระดับคล้ายกับ โรงแรม 5 ดาว จนถึงระดับ Budget Nursing Home เลยทีเดียว

 

ปัจจัยที่มีผลต่อระดับราคา Nursing Home

การที่ Nursing Home แต่ละแห่งมีระดับราคาค่าบริการ แตกต่างกัน การตัดสินใจเลือก Nursing Home นอกจากราคาแล้วยังมีปัจจัยอีกหลายด้านประกอบการพิจารณา และปัจจัยเหล่านี้ มีผลโดยตรงต่อต้นทุนของ Nursing Home ทำให้ระดับราคาค่าบริการแตกต่างกันด้วย โดยปัจจัยที่ผลต่อราคาประกอบด้วย

1.ทำเลของ Nursing Home ทำเลที่ตั้งถือเป็นต้นทุนหลักของศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ ศูนย์บริบาลที่อยู่ที่อยู่ในสังกัดโรงพยาบาล จะอยู่ในทำเลที่ดีติดถนนใหญ่การเดินทางด้วยรถสาธารณะสะดวก ยิ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใจกลางเมืองหรืออยู่ในเมืองท่องเที่ยวที่ต้นทุนค่าที่ดินแพง ค่าบริการย่อมแพงตามไปด้วย ขณะที่ศูนย์บริบาลของโรงพยาบาลชานเมือง ต้นทุนค่าที่ดินย่อมต่ำกว่า ส่วนสถานบริบาลทั่วไปที่นิยมใช้บ้านเดี่ยวมาปรับปรุง ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณชานเมืองหรือถ้าอยู่ในเมืองก็อยู่ในซอยซึ่งมีข้อจำกัดด้านรถสาธารณะ การเข้าออกต้องใช้รถส่วนตัว แต่ก็จะมีจุดเด่นเรื่องความสงบมากกว่าสถานบริบาลที่อยู่ริมถนน ทำให้ต้นทุนค่าที่ดินต่ำกว่าราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยจึงต่ำกว่าด้วย

สำหรับผู้สูงอายุที่ยังพึ่งตัวเองได้ และยังมีกิจกรรมที่ต้องออกสังคม การเลือกทำเลศูนย์บริบาลที่อยู่ริมถนนใหญ่ใจกลางเมืองดูจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากสามารถใช้รถสาธารณะหรือเรียกรถแท็กซี่ได้ง่าย แต่สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ติดที่ แทบไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมภายนอกด้วยตัวเอง การเลือกสถานบริบาลที่อยู่ชานเมืองหรือในซอยจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ความสงบมากกว่า

2.รูปแบบการชำระเงิน และเงื่อนไขการใช้บริการ รูปแบบการชำระเงินนั้นสถานบริบาลผู้ทั่วไปนิยมเก็บค่าบริการเป็นรายเดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี การชำระค่าบริการล่วงหน้าและทำสัญญาในระยะยาว ย่อมมีส่วนลดค่าบริการที่ต่ำกว่า สถานบริบาลบางแห่งอันดับลูกค้าในระยะสั้นกว่ารายเดือนเช่นรายสัปดาห์แต่การซื้อบริการระยะสั้นทำให้ต้องคิดค่าบริการที่สูงกว่าด้วย ในต่างประเทศมีสถานบริบาลบางแห่ง ที่ระบุให้ผู้ใช้บริการต้องชำระเงินมัดจำหรือค่าเช่าล่วงหน้าในอัตราที่สูง โดยผู้ประกอบการนำเงินมัดจำหรือค่าเช่าล่วงหน้านำมาบริหารให้เกิดผลตอบแทน ทำให้ค่าบริการรายเดือนต่ำลง และผู้สูงอายุยังมีโอกาสได้รับเงินมัดจำหรือค่าเช่าล่วงหน้าคืนหากเสียชีวิตหรือย้ายออกจากสถานบริบาล

ในต่างประเทศสถานบริบาลบางแห่ง มีเงื่อนไขให้ผู้สูงอายุที่มาใช้บริการในศูนย์ที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง เข้ามาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์ โดยนำชั่วโมงการทำงานมาใช้หักเป็นค่าบริการรายเดือนที่ต้องชำระ ทำให้ราคาค่าบริการที่จ่ายจริงต่ำลง

3. ความหลากหลายของบริการ สถานบริบาลผู้สูงอายุบางแห่งมีการให้บริการที่มีความหลากหลายโดยมีส่วนที่ดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ระดับที่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ระดับที่ดูแลตัวเองได้บางส่วน จนถึงระดับที่นอนติดเตียงต้องให้อาหารทางสายยาง บางแห่งอาจมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยยืดอายุผู้สูงอายุอยู่ประจำห้องโดยมีเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญอยู่ช่วยดูแล สถานบริบาลที่ให้บริการได้ครบวงจรในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาล หรือเป็นหน่วยธุรกิจที่ต่อเนื่องกับโรงพยาบาล ทำให้มีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าสถานบริบาลทั่วๆไป จึงเหมาะกับผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษหรือเป็นผู้สูงอายุระยะสุดท้าย ขณะที่สถานบริบาลผู้สูงอายุที่ไม่ได้สังกัดโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ จะให้บริการผู้สูงอายุได้จำกัดกว่า บางแห่งอาจไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงหรือต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนได้ เมื่อผู้สูงอายุมีสถานะ ทางร่างกายทดถอย ในระดับที่สถานบริบาลผู้ทั่วไปไม่อาจดูแลได้ ผู้สูงอายุต้องย้ายไปยังโรงพยาบาลหรือสถานบริบาลที่สามารถดูแลได้ ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการต้องทำความเคยชินกับสถานบริบาลใหม่ และอาจไม่สามารถหาเตียงได้ ขณะที่สถานบริบาลที่ดูแลผู้สูงอายุได้หลากหลายระดับกว่า สามารถโอนย้ายผู้สูงอายุไปทำการดูแลในระดับที่สูงกว่าได้ แต่ก็ต้องแลกกันกับค่าบริการโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าด้วย

4.พื้นที่และบริการส่วนกลาง ปัจจัยหลักอีกข้อหนึ่งที่มีผลต่อค่าบริการรายเดือนของสถานบริบาลคือขนาดพื้นที่ส่วนกลางและบริการส่วนกลางที่มี โครงสร้างดังกล่าวคล้ายกับธุรกิจโรงแรมที่มีการแบ่งระดับของโรงแรมตั้งแต่ 5 ดาวจนถึงโรงแรมระดับราคาประหยัด สถานบริบาลที่มีพื้นที่ส่วนกลางและบริการส่วนกลางมาก เช่น มีสระว่ายน้ำ มีห้องกิจกรรม มีพื้นที่สวนให้ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นปลูกต้นไม้ มีพื้นที่ครัวส่วนกลางที่ให้ผู้สูงอายุสามารถทำอาหารได้ด้วย ตัวเองในบางมื้อ สถานบริบาลผู้สูงอายุบางแห่งอาจจะไม่มีห้องพักสำหรับญาติที่มาเยี่ยม โดยอาจแยกต่างหากหรืออยู่ในห้องเดียวกับห้องพักผู้สูงอายุ ขณะที่สถานบริบาลผู้สูงอายุที่มีค่าบริการต่ำ จะมีพื้นที่และบริการส่วนกลางจำกัดหรือแทบไม่มีเลย พื้นที่และบริการดังกล่าวจึงมีผลต่อระดับราคาค่าบริการมาก

ขนาดพื้นที่ส่วนตัวของผู้สูงอายุก็มีผลเป็นอันมากตอนระดับราคา สถานบริบาลที่จัดห้องพักผู้สูงอายุแยกเป็นห้องเดี่ยวย่อมมีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ด้านค่าห้องและค่าดูแลสูงกว่าการจัดห้องพักจัดเตียงรวม ซึ่งสามารถลงเตียงได้มากกว่าในพื้นที่อาคารขนาดเท่าเท่ากัน และสัดส่วนการดูแลของเจ้าหน้าที่ต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในห้องเตียงรวมจะใช้สัดส่วนเจ้าหน้าที่ที่น้อยกว่าการอยู่แบบแยกห้องด้วย ทำให้ราคาของห้องเดี่ยวและเตียงรวมมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมาก

5.ความสามารถในการเข้าถึงโรงพยาบาล โดยปกติแล้วสถานบริบาลผู้สูงอายุที่เหมาะสมควรอยู่ในระยะที่สามารถเดินทางด้วยรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลได้ในระยะเวลา ไม่เกิน 20 ถึง 30 นาที สถานบริบาลผู้สูงอายุที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลหรือใกล้กับโรงพยาบาลมาก ทำให้มีความได้เปรียบเรื่องทำเล จึงสามารถตั้งระดับราคาได้สูงกว่าสถานบริบาลที่ตั้งอยู่ห่างออกไป ถึงแม้ว่าระยะเวลาในการเดินทางด้วยรถฉุกเฉิน อาจไม่เกิน 20 นาที แต่ด้วยปัญหาการจราจร และการโยกย้ายผู้สูงอายุทางรถยนต์ ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าการเข็นเตียงผู้สูงอายุเข้าถึงโรงพยาบาลในอาคารเดียวกัน หรือในบริเวณที่เชื่อมต่อกัน

สำหรับผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ความสามารถในการเข้าถึงโรงพยาบาลอาจมีความจำเป็นไม่มากนัก แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีความอ่อนไหวต่ออาการของโรคสูง การยอมจ่ายแพงกว่าสำหรับสถานบริบาลผู้สูงอายุที่เข้าถึงโรงพยาบาลได้สะดวกกว่าอาจเป็นความคุ้มค่าในการรักษาชีวิต

6.คุณภาพของบุคลากร คุณภาพของบุคลากรที่ดูแลผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของสถานบริบาล สถานบริบาลขนาดเล็กบางแห่ง ใช้คนต่างด้าวเข้ามาเป็นให้บริการร่วมกับคนไทย สถานบริบาลบางแห่งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอาจมีอัตราการหมุนเวียนสูง ทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความต่อเนื่องในด้านการให้บริการ ขณะที่สถานบริบาลบางแห่งมีหมอและพยาบาลประจำ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรที่สูงกว่าสถานบริบาลที่ใช้เจ้าหน้าที่ที่อาจจบแค่หลักสูตรบริบาลผู้สูงอายุที่ใช้ระยะเวลาเรียนเพียง 3 ถึง 6 เดือนเป็นผู้ดูแลหลัก

 

จาก 6 ปัจจัยที่ผมได้อธิบายไปไม่เพียงมีผลต่อลูกค้าในการเลือกสถานบริบาลผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทสถานบริบาลผู้สูงอายุในการเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดราคา และปัจจัยที่ลูกค้าใช้ในการพิจารณาเลือกสถานบริบาลผู้สูงอายุด้วย แน่นอนครับว่าของดีบริการดีย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่า ทั้งผู้ลงทุนและลูกค้าต้องเลือกตัดสินใจครับ  You got what you pay จริงไหมครับ


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer