“Mindset – มายด์เซต” ตัวกำหนดพฤติกรรมและผลลัพธ์ ดัชนีฟันธง องค์กรจะรอดหรือร่วง ในยุค 4.0

เมื่อนานมาแล้วมนุษย์คิดว่าถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อให้ได้ “ผลลัพธ์” ที่ดีขึ้น “พฤติกรรม” มักเป็นตัวกำหนดบทบาทที่ชัดเจน แต่เมื่อศึกษาและค้นคว้าแบบเจาะลึกเราได้ค้นพบว่า จริงๆ ยังมีสิ่งที่เป็นพื้นฐานอยู่เบื้องหลังในการแสดงพฤติกรรมของแต่ละคน ที่เรียกว่า “Mindset – มายด์เซต” 

โดยผู้ค้นพบอย่าง ดร. เทอรี่ วอร์เนอร์ (Dr. Terry Warner) อาจารย์นักวิจัยด้านจิตวิทยา ผู้ก่อตั้งสถาบัน Arbinger Institute ประเทศสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่ามนุษย์เรามีการกำหนด Mindset ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.Inward Mindset หรือการมองที่เป้าหมายของตนเองเป็นใหญ่ ไม่เห็นคุณค่าเเละความสามารถของคนอื่น คนอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบในการทำงานของตนให้ประสบความสำเร็จเท่านั้น

2.Outward Mindset คือ การมองคนอื่นสำคัญไม่น้อยกว่าตัวเรา โดยมองถึงเป้าหมายรวมของทีมเป็นสำคัญ ทุกคนต่างต้องปรับตัวเข้าหากันเพื่อทำให้งานสำเร็จลุล่วง

จากการวิจัยจึงสรุปได้ว่า การปรับเปลี่ยน mindset นั้นเปรียบเสมือนการปรับเปลี่ยนเลนส์ในการมองโลก มองตัวเรา และมองคนอื่น ซึ่งจะนำมาสู่ความสมานฉันท์และทำให้ตัวเราสามารถใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และการทำงานได้อย่างเป็นสุข

นางอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง ได้นำหลักสูตร “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” เข้ามาในเมืองไทย โดยหลักสูตรนี้ได้รับการเผยแพร่มาแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล และไทย เป็นต้น และมีบริษัทชั้นนำอย่าง แอปเปิล (Apple) ไอบีเอ็ม (IBM) กูเกิล (Google) บ. ฮาร์ลีย์ – เดวิดสัน มอเตอร์ (Harley-Davidson Motor Company) เนสท์เล่ (Nestle) อินเทล (Intel) โนเกีย (Nokia) พานาโซนิค (Panasonic) ไนกี้ (Nike) ยูนิลีเวอร์ (Unilever) ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เฟดเอ็กซ์ (FedEx) โบอิง (Boeing) และ เชลล์ (Shell) ได้ร่วมส่งบุคลากรเข้าอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนมายด์เซตในการดำเนินงานตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกเศรษฐกิจกำลังอยู่ในยุค Disruptive World ที่ทุกธุรกิจมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้แต่ละแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ยังคงบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ได้

“Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” คือ การเปลี่ยนวิธีมอง จากที่เรามองโลกผ่านเลนส์ของตัวเองเท่านั้นมาเป็นการมองผ่านเลนส์ใหม่ มองในมุมของคนอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เราเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา เห็นเรื่องราวต่างไป แต่การเปลี่ยนเลนส์เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนให้เคยชินและต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนกับการที่เราใส่แว่นตาเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้เวลาปรับตัว

ในยุค 4.0 หรือ Disruptive World การใช้ “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” จะช่วยให้องค์กรอยู่ “รอด” ได้ ทำงานได้อย่างมีความสุข บรรลุตามเป้าหมายได้ แต่มันต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูงหรือผู้นำองค์กรที่ต้องเข้าใจ เพราะถ้าวันนี้ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรยังคิดแบบเดิม ยังใช้วิธีการมองแบบเดิมๆ เราก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ทั้งๆ ที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถ้ามีการปรับมุมมองใหม่ๆ จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญส่งผลต่อบุคลากรทุกระดับ ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น Microsoft ที่เผชิญปัญหาจาก Disruptive World อยู่หลายปีด้วยเหตุที่มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เทคโนโลยีที่พัฒนากันอย่างก้าวกระโดดแบบไม่หยุดยั้ง  AI ที่ฉลาดขึ้นอย่างน่ากลัว มีคู่แข่งใหม่ๆ ทั้งในและนอกอุตสาหกรรมที่สามารถมาท้าทายความสามารถทางการแข่งขันของคนหรือองค์กรที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Microsoft จึงมองว่าหากต้องการให้องค์กรอยู่รอดได้ในสภาวการณ์ที่มีการแข่งขันด้านการตลาดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแบบนี้ ผู้นำต้องเปลี่ยนเลนส์ในการมองโลก พนักงานต้องปรับมุมมองไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีตและไม่โทษกันเองว่าแผนกใดที่ทำผิด หรือที่ทำให้องค์กรล้าหลัง แต่กลับกลายมาเป็นการมองที่เป้าหมายรวมขององค์กรว่าเพื่อให้ได้นวัตกรรม ให้ได้วิธีการคิดใหม่ๆ เพื่อออกมาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ แต่ละคนจะสามารถช่วยกันทำอะไรได้บ้าง

 

หรือในกรณีการช่วยเหลือทีมหมูป่า ก็นับเป็นหนึ่งในการใช้ “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” ที่ชัดเจน เพราะทุกคนมองจุดสำเร็จที่ “ผลลัพธ์” หรือ “เป้าประสงค์” ในการช่วยเหลือหมูป่า 13 ชีวิตในออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย จึงรวมใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบ วางเป้าหมาย และยินดีให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้เป้าประสงค์นั้นเกิดผลลัพธ์อย่างที่เห็น

ในภาพองค์กร หลายๆ ครั้งเราพยายามมุ่งไปหาผลลัพธ์ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ช้า หรืออาจไปได้ไม่ถึง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบางครั้งคนที่ลงมือขับเคลื่อน มุ่งหน้าทำอะไรบางอย่างเพื่อไปหาเป้าหมายนั้นไม่ได้มีใจอยากทำ เสมือนว่าเป็นการทำเพราะต้องทำหรือโดนบังคับ แต่การขับเคลื่อนองค์กรด้วยเรื่องของมายด์เซตหรือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์จะทำให้คนปรับมุมมอง เปลี่ยนวิธีการคิด ทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำ บทบาทหน้าที่ของเขามีความสำคัญอย่างไร ส่งผลอย่างไรต่อทั้งตนเองและคนรอบข้าง ดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเพราะมีใจอยากทำ

 

ข้อดีของ “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” คือมันเป็นหลักสูตรที่ใช้ได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน โดยในชีวิตจริงเราสามารถใช้ “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” ได้ในทุกๆ วันโดย ดร. สิรยา คงสมพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส SEAC ได้ยกกรณีตัวอย่างที่เกิดในชีวิตประจำวัน อย่าง “เวลาเราขึ้นรถไฟฟ้าแล้วได้ที่นั่งแต่เหลือบไปมองเห็นผู้สูงอายุ ในความตั้งใจแรกเราอาจจะลุกขึ้นให้นั่ง แต่ถ้าในวันนั้นเราไม่ลุกด้วยเหตุผลคือเราเดินช้อปปิ้งเมื่อย นี่เป็นการคิดแบบ “Inward Mindset” คือมองเพียงตัวเอง มองโลกผ่านเลนส์ที่มีเป้าหมายของตนเองเป็นหลัก ทำให้เรามองคนอื่นด้อยกว่าหรือเทียบเท่ากับวัตถุ หรืออาจเรียกได้ว่าคือวิธีการมองโลกแบบที่ความต้องการหรือเป้าหมายของตนเองสำคัญที่สุด

แต่ถ้าเรามองแบบ “Outward Mindset” เราจะลุกให้นั่งผู้สูงอายุนั่ง เพราะเราเชื่อว่าผู้สูงอายุอาจกำลังปวดขาอยู่เช่นกัน และเราก็สามารถยืนจนถึงจุดหมายเดียวกันได้ และนี่คือการมองคนอื่นสำคัญไม่น้อยกว่าตนเอง เชื่อว่าเป้าหมายของคนอื่น ปัญหาของคนอื่นก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า “เราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน” หรือกรณีการขึ้นลิฟต์ ถ้าวันนั้นเราตื่นสายและรีบไปทำงานเพราะใกล้เวลาตอกบัตร จนกดปิดประตูลิฟต์อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเราอีกคนกำลังวิ่งมาเพื่อขอขึ้นลิฟต์โดยสารด้วย นั่นเป็นตัวอย่างการคิดแบบ “Inward Mindset” แต่ถ้าเรามองในมุม “Outward Mindset” เราจะคิดว่าเราสามารถรอเพื่อนได้ เพราะถ้าเพื่อนไม่ได้ขึ้นลิฟต์ตัวนี้ก็อาจจะเข้างานสายก็ได้ เป็นต้น”

 

บทสรุป “Outward Mindset – เอาท์เวิร์ด มายด์เซต” นับเป็นตัวกำหนดพื้นฐานระดับจุลภาค ที่ส่งแรงสะท้อนต่อระดับมหภาค กล่าวคือ ถ้าองค์กรใดสามารถปรับเลนส์ในการมองตั้งแต่ระดับผู้บริหาร