บัตรเครดิต Co-Brand : ฉากรบครั้งใหม่ของ “กสิกรไทย” และ “ไทยพาณิชย์”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินภาพรวมของตลาดบัตรเครดิตในปี 2018 ไว้ว่า มีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายฐานลูกค้า และยอดคงค้างของสินเชื่อ โดยมีแรงหนุนจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อของประชาชนในภาพรวม

ส่งผลให้สัญญาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตดีขึ้น โดยเฉพาะหมวดการใช้จ่ายกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามบรรยากาศการใช้จ่าย และเศรษฐกิจในภาพรวม

แน่นอน! ถ้าแปลความหมายของคำว่าสินค้าไลฟ์สไตล์ย่อมหมายถึงการช้อปปิ้งจึงไม่ต้องแปลกใจหากนี้จะเป็นอีกหนึ่งเค้กชิ้นใหญ่ ที่บรรดาธนาคารทั้งหลายจะต้องการแย่งชิงกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ที่เลือกเปิดฉากรบครั้งใหม่ ผ่านการเปิดตัวบัตรเครดิต Co – Brand” ที่จับมือกับกลุ่มศูนย์การค้า

และออกจะบังเอิญไปสักหน่อย ที่ทั้งคู่เลือกจะเปิดตัวในเวลาห่างกันราว 1 อาทิตย์ ในสถานที่เดียวกัน ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เสียด้วย

บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย  ถึงเวลามีบัตร Co – Brand ใบใหม่

สำหรับธนาคารกสิกรไทยหรือ K Bank แนวทางของการทำธุรกิจบัตรเครดิตคือ เน้นการพัฒนาให้เป็นไลฟ์สไตล์ เครดิต การ์ด” (Lifestyle Credit Card) สร้างประสบการณ์และความประทับใจ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรในด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่ K Bank ยังไม่มี วันนี้ คือ การทำบัตรเครดิต Co – Brand กับฝั่งรีเทล แม้ก่อนหน้านี้จะมีการจับมือกับห้างสรรพสินค้าโรบินสันในเครือเซ็นทรัล ด้วยการออกบัตร “Robinson KBank Credit Card” บัตรเครดิตร่วมโรบินสัน กสิกรไทย

หากสุดท้ายแล้วก็ถูกยกเลิกไปเมื่อต้นปี 2017 เพราะเครือเซ็นทรัล ได้หันไปจับมือกับกรุงศรี กรุ๊ป และออกบัตรบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวันและบัตรเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์มาทนแทน พร้อมกับย้ายฐานลูกค้าเดิมของบัตร Robinson ไปเป็นบัตรใบใหม่ทั้งหมด

สยามพิวรรธน์พันธมิตรรายใหม่

และในที่สุดหลังเว้นว่างมา 1 ปีกว่าๆ K Bank ก็สามารถหากลุ่มค้าปลีก มาออกบัตรเครดิต Co – Brand ใบใหม่ได้เสียที โดยได้หันมาจับมือกับสยามพิวรรธน์มีที่ห้างอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองทั้ง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ รวมไปถึงไอคอนสยามที่กำลังมีแผนจะเปิดตัวในช่วงตุลาคมนี้

ที่เลือกจับมือกับสยามพิวรรธน์ เพราะห้างทั้ง 3 แห่งที่อยู่ในเครือ อยู่ในกลางเมืองและมีฐานลูกค้าตั้งแต่เด็กจนโต และคึกคักตลอดทั้งวันไม่เว้นแม้วันหยุด

โดยที่วันธรรมดาจะมีนักศึกษาและวัยทำงานเยอะ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ส่วนวันหยุดก็จะเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใหญ่เข้ามา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตอบโจทย์ไปกับกลยุทธ์ของธุรกิจบัตรเครดิตกสิกรไทยวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย บอกถึงเหตุผลที่เลือกออกบัตร Co – Brand ใบใหม่ กับสยามพิวรรธน์

1 ปี ต้องมี 1 แสนใบ

บัตร Co – Brand ใบใหม่นี้ถูกตั้งชื่อว่าบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยจะเป็นบัตรที่รวมเอาบัตรเครดิต และบัตรพริวิเลจของฝั่งสยามพิวรรธน์ที่ชื่อว่า VIZ มาไว้ด้วยกัน

โดยมีรูปแบบบัตร 3 ประเภท ได้แก่ บัตรอินฟินิท (Infinte) ที่จะถูกเชิญเท่านั้น, บัตรซิกเนเจอร์ (Signature) ต้องมีเงินเดือน 70,000 บาทขึ้นไป และบัตรแพลทินัม (Platinum) มีฐานเงินเดือนไม่น้อยกว่า 15,000 บาท

เชื่อว่าภายใน 1 ปีจะมีผู้สมัครใช้บัตรมากกว่า 100,000 ใบ จากฐานลูกค้าประจำที่มีประมาณ 300,000 คน และมีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 5,700 ล้านบาท และมีอัตราการใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย

แบ่งเป็นบัตรอินฟินิท (Infinte) 500-800 ราย, บัตรซิกเนเจอร์ (Signature) สัดส่วนประมาณ 20-30% ที่เหลือเป็นบัตรแพลทินัม (Platinum)

ปัจจุบันสัดส่วนการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้า 70% ก็เป็นบัตรเครดิตอยู่แล้ว ทั้งรูดในส่วนห้างสรรพสินค้า ที่เป็นของสยามพิวรรธน์ และร้านค้าเช่า ซึ่งในส่วนนี้ทางสยามพิวรรธน์จะไม่มีข้อมูล ว่าลูกค้าใช้จ่ายเท่าไหร่ ซื้อสินค้าอะไรบ้าง

หากการจับมือกับธนาคารกสิกรไทย จะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ เพราะด้วยสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าบัตรเครดิตอื่นๆ จะกระตุ้นให้ลูกค้าหยิบบัตรใบนี้มาใช้ และทำให้สยามพิวรรธน์ได้อินไซด์ของลูกค้า มาพัฒนาบริการเพื่อให้ตอบโจทย์มากขึ้น มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เชื่ออย่างนั้น

บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์ต้องเติมเต็ม Eco System

ในขณะที่แนวทางของธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ในช่วง 4-5 ปีมานี้

แต่เดิมนั้นกลยุทธ์ SCB คือ เน้นออกบัตรเป็นจำนวนเยอะๆ เพราะเชื่อว่า ใครสามารถออกบัตรได้และเข้าไปสู่กระเป๋าของลูกค้าได้มาก ก็มีโอกาสใช้เยอะขึ้นจน เวลานั้น SCB มีบัตรเครดิตไม่น้อยกว่า 20 ประเภท

แต่ความเป็นจริงถึงจะมีบัตรเยอะ ลูกค้าก็มักจะหยิบบัตรเพียงใบเดียวเท่านั้น และได้กลายเป็นบทเรียนของ SCB ที่ได้ลุกขึ้นมาโล๊ะบัตรที่ซ้ำซ้อนกันออกไป จนเหลือประมาณ 10-15 ประเภทเท่านั้น

สานต่อความร่วมมือกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป

ซึ่งตามกลยุทย์ของ SCB จะแบ่งออกเป็น Eco System ทั้งการท่องเที่ยว การกีฬา การศึกษา สุขภาพ และช้อปปิ้ง โดยแต่ละ Eco System ก็จะจับมือกับแบรนด์ใหญ่ๆ เพียงรายเดียวที่อยู่ในแต่ละหมวด

อย่างกลุ่มของช้อปปิ้งเมื่อปลายปี 2017 SCB ก็ได้ประเทศจับมือกับเดอะมอลล์ กรุ๊ปในการชำระเงินผ่าน QR Payment ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต

และไหนๆ ก็เคยจับมือกันมาแล้ว อีกทั้งบัตรเครดิต Co – Brand ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ปได้ทำกับธนาคารซิตี้แบงก์ ภายใต้ชื่อบัตรเครดิตซิตี้เอ็ม วีซ่า (Citi M Visa)” ที่มีฐานลูกค้าราว 400,000 – 500,000 ใบ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานและชาวต่างชาติ ได้หมดสัญญาลงหลังจากที่ทำร่วมกันมา 10 ปี

กลายเป็นโอกาสให้ SCB เข้ามาแทนพร้อมเปิดตัวบัตร Co – Brand ที่ชื่อว่า “SCB M VISA” ในเบื้องต้นมีสัญญา 5 ปี

อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ธนาคารไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเข้ามาทำธุรกรรมทางด้านการเงิน ซึ่งถ้าถามว่าแค่นี้อยู่ได้ไหม ก็อยู่ได้แน่ หากรายได้จะไม่มากเท่าเมื่อก่อน

ดังนั้นการจับมือกับแบรนด์ใหญ่ๆ ในแต่ละ Eco System จะช่วยให้ SCB สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้ เช่นของเดอะมอลล์ กรุ๊ปที่มีฐานลูกค้าเข้ามาช้อปปิ้งอยู่แล้ว แต่ก็ยังขนาดโนว์ฮาวทางด้านการเงิน ซึ่งจริงก็ทำได้เองแต่ต้องลงทุนมหาศาล และแทนที่จะลงทุนเองก็มาจับมือกับ SCB นำโนว์ฮาวมาแลกกับฐานลูกค้า win win ทั้ง 2 ฝ่ายณรงค์ ศรีจักรินทร์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Wealth Segment และผู้บริหารสูงสุด Wealth Products บอกถึงเป้าหมายที่ต้องการจับมือกัน

1 ปีต้องมี 500,000 ใบ

การ Co – Brand ในครั้งนี้จะมีบัตร 3 ด้วยกัน 3 ประเภทคือ 1.บัตรเครดิต SCB M VISA ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ บัตรเครดิต SCB M LIVE สำหรับผู้ที่มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปบัตรเครดิต SCB M LUXE สำหรับผู้ที่มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และบัตรเครดิต SCB M LEGEND V สำหรับลูกค้าที่ได้รับการเรียนเชิญให้สมัครบัตรเท่านั้น

2.บัตรเดบิต SCB M VISA และ 3.บัตรพรีเพด SCB M VISA ซึ่ง 2 อย่างมีขึ้นมาเพื่อเจาะไปยังกลุ่มที่ยังไม่สามารถทำบัตรเครดิตได้ แต่ต้องการสิทธิประโยชน์จากบัตร

ทั้งคู่ได้ตั้งเป้ายอดสมัครบัตรเครดิตและบัตรเดบิต SCB M VISA 500,000 ใบ และคาดการณ์มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรมากกว่า 20,000 ล้านบาทในปีแรก แบ่งเป็น SCB M VISA 360,000 ใบ, SCB M LUXE 40,000 ใบ, SCB M LEGEND 1,000 ใบ และบัตรเดบิตประมาณ 100,000 ใบ ส่วนปีต่อๆ ไปคาดว่าในภาพรวมจะเติบโตปีละประมาณ 50,000 ใบ

เชื่อว่ายอดใช้จ่ายต่อบัตรจะสูงกว่าบัตร Co – Brand ใบเดิม ซึ่งเฉลี่ย 6,000 บาท/ใบ/เดือน ขึ้นมาอีก 20% เพราะบัตรใบใหม่นี้มีการให้แต้ม M card เมื่อใช้จ่ายในร้านค้าที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้างด้วย แต่ก็เชื่อว่า 70% ของการใช้จ่ายก็จะอยู่ในห้าง ซึ่งถ้าถามว่าจะขึ้นมาถึง 10,000 บาท/ใบ/เดือนหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะ SCB ก็ยังใหม่กับฐานลูกค้ากลุ่มนี้เหมือนกัน

บัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer