ตลาดร้านขายยา : “Local Chain” ถึง “เล็ก” แต่ “ได้เปรียบ”

ตลาดร้านขายยายังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตทุกปี โดยปีที่ผ่านมาเติบโต 7-8% คิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าปี 2018 ก็จะมีอัตราเติบโตที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

เหตุผลของการเติบโต

เหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดสามารถทะยานต่อเนื่อง มาจากเทรนด์เรื่องการรักษาสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ที่วันนี้การเข้าร้านขายยาไม่ได้เพียงซื้อยา เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น หากหลายคนก็เข้าไปเพื่อซื้อวิตามินแบบต่างๆ โดยหวังว่าจะช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยก่อนที่จะมาถึง อีกทั้งหวังว่าจะช่วยเรื่องความสวยงามอีกด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้จะเห็นร้านขายยา เปิดขึ้นมากมายและพอเจอได้ง่ายเหมือนร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถึงแม้การจะเปิดร้านขายยาสัก 1 ร้าน จะมีต้นทุนที่สูงทั้งค่าลงทุนการก่อสร้างราว 2-3 ล้านบาท และถ้าไม่ได้เป็นเภสัชกรเอง ก็ต้องเสียค่าจ้างถึงเดือนละ 30,000 – 40,000 บาท

แต่ต้องบอกว่าธุรกิจนี้มีกำไรที่สูงอย่างคาดไม่ถึง โดยยาทั่วๆ ไปมีกำไรฉลี่ยอยู่ที่ 30-40% แต่ยาบางตัวให้ผลกำไรถึง 80% สูงกว่าการขายสินค้าอย่างอื่นถึง 1-2 เท่าตัว

แล้วอย่างนี้ใครบ้างจะไม่อยากเข้ามากัน

ตลาดร้านขายยาในบ้านเรามีทั้งอินเตอร์เชน เช่น วัตสัน บู๊ทส์ และโลคอลเชน เช่น ฟาสซิโน เซฟดรัก เพียว ถึงในภาพรวมอินเตอร์เชนจะใหญ่กว่า ถ้าวัดจากยอดขายและจำนวนสาขาที่มี แต่จริงๆแล้ว ยอดขายทั้งหมดไม่ได้มาจากยา วิตามินเท่านั้น ยังรวมไปถึงสินค้าอื่นๆ ด้วย

ซึ่งถ้าวัดเฉพาะกลุ่มของยาจริงๆ จะเห็นได้อยางชัดเจนว่า อินเตอร์เชนจะมีพื้นที่ขายยาไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับโลคอลเชนที่พื้นที่กว่า 60-70% วางขายยา อีกทั้งยังมีความได้เปรียบตรงความเด่นชัดของยา ที่เป็นออริจินัลหรือโลคอล พูดง่ายๆ คือ ยามีความวาไรตี้ที่มากกว่าเภสัชกรมติชน อ่ำดี ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท เซฟดรักเซ็นเตอร์ จำกัด บอกถึงจุดที่โลคอลเชนได้เปรียบว่าอินเตอร์เชน

ตลาดร้านขายยา

ดุเดือนด้วยโปรโมชั่น

เขายังบอกอีกว่า การแข่งขันในวันนี้ดุเดือดพอสมควร ผ่านการฟาดฟันด้วยเรื่องของราคาและโปรโมชั่น ในส่วนของสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยา เพราะยาไม่สามารถที่จะทำโปรโมชั่นได้อยู่แล้ว เพื่อจะดึงดูดลูกค้าด้วยเรื่องของการดูแลก่อนการรักษา และคาดหวังว่าไหนๆ ลูกค้าก็เข้ามาแล้วนอกเหนือจากสินค้าโปรโมชั่น ก็จะหยิบสินค้าอื่นๆ ด้วย

สำหรับเซฟดรักก็เลือกที่จะสร้างความต่าง ด้วยยาที่ครอบคลุมและราคาที่ต่ำกว่าอินเตอร์เชนประมาณ 20% นอกจากยาแล้วในระยะหลังก็มักจะเติมกลุ่มวิตามินเข้าไปเยอะขึ้น เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้เดินเข้ามาเพราะต้องการซื้อยา แต่มีเป้าหมายเพื่อซื้อวิตามินที่กำหนดจากบ้านมาแล้วว่าจะกินเท่าไหร่

ขณะเดียวกันด้วยความที่อยู่ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อสิ้นปีที่แล้วจึงได้จับมือกับโรงพยาบาลในเครือ และ เอ็น เฮลท์ที่มีแล็ปสำหรับการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ในการเพิ่มแพ็กเกจการตรวจวินิจฉัยและการรักษาต่างๆ ซึ่งถือเป็นจุดที่ต่างจากร้านขายยาแห่งอื่นๆ

ตลาดร้านขายยา

สิ้นปี 2019 จะมี 200 สาขา

ปัจจุบันเซฟดรักมี 150 สาขากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดย 85% อยู่ในดีพาร์ทเมนท์สโตร์ทั้งโลตัสและบิ๊กซี ที่เหลือ 15% เป็นสแตนอโลน

ภายในสิ้นปี 2019 วางแผนที่จะเพิ่มอีก 50 สาขา ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 3-6 ล้านบาท/สาขา หลักๆ ยังคงจะขยายไปในดีพาร์ทเมนท์สโตร์ เพราะมีทราฟฟิคที่เยอะและกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ

อย่างไรก็ตามสแตนอโลนก็จะขยายบ้าง โดยจะเลือกทำเลจากทราฟฟิค ที่ต้องเดินผ่านหน้าร้านประมาณ 1,000 – 2,000 คนต่อวัน


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer