Samsung: แบรนด์เทคโนโลยีดังที่กำลังเผชิญความท้าทาย

แม้ครองตำแหน่งสูงสุด แต่ที่หนึ่งก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะรู้ตัวดีว่าถ้าเผลอหรือประมาทเมื่อไร อาจถูกเบอร์ 2 และ 3 ล้มแชมป์ได้ทุกเมื่อ เหมือนสถานการณ์ในตลาด Smartphone ทั่วโลกไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งตามข้อมูลของ IDC ระบุว่า Huawei แซง Apple ขึ้นสู่อันดับ 2 ด้วยยอดขาย 54.2 ล้านเครื่อง เป็นรองแค่เพียง Samsung เจ้าของยอดขาย 71.5 ล้านเครื่อง

เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญและ Samsung เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย Koh Dong-Jin ประธานบริหาร (CEO) ของ Samsung Electronics ถึงกับยอมรับระหว่างเปิดตัว Galaxy Note 9–Smartphone รุ่นล่าสุด ในสหรัฐฯ เมื่อต้นสิงหาคมที่ผ่านมาว่า “ปีนี้คงเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย”

  Samsung Galaxy

บัลลังก์เบอร์ 1 ที่กำลังสั่นคลอน จากเบอร์รองที่ครองสองตลาดใหญ่ในเอเชีย

                สาเหตุหลักที่ทำให้อันดับในตลาด Smartphone ทั่วโลกปรับเปลี่ยนคือ Samsung เสียส่วนแบ่งใน 2 ตลาดใหญ่ของเอเชียให้แบรนด์จีน โดยในไตรมาส 2 ปี 2018 Huawei คือเบอร์ 1 ใน ’แดนมังกร’ และหากรวมกับอีก 3 แบรนด์ร่วมชาติคือ Oppo, Vivo และ Xiaomi ส่วนแบ่งจะเพิ่มสูงถึง 76% แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ต้องกลายเป็นมดในจีน เหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% เท่านั้น

                Samsung ยังต้องเจอข่าวร้ายในอินเดีย โดยตามข้อมูลของ IDC บริษัทที่ปรึกษาและสำรวจตลาดสินค้าเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ระบุว่า Xiaomi ขึ้นมาเป็นแชมป์ Smartphone ขายดีสุดของอินเดียได้สำเร็จมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 26.2% ส่งผลให้ Samsung ต้องจำใจลงไปเป็นอันดับ 2  ด้วยส่วนแบ่ง 24.2%

Samsung Huawei

                ความแรงของแบรนด์จีน ทำให้แบรนด์เกาหลีใต้มูลค่า 56,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) ตามการจัดอันดับของ Interbrand เมื่อปี 2017 ต้องถอยกลับมาตั้งหลัก ด้วยการลดกำลังการผลิตที่โรงงานในเมืองเทียนจีนของจีน พร้อมไตร่ตรองว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไรโดยที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันและการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น

                ส่วนในอินเดีย Samsung กำลังเร่งเดินหน้าสร้างโรงงานผลิต Smartphone แห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นอุตตรประเทศ โดยคาดว่าหากแล้วเสร็จจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 120 ล้านเครื่องต่อปี และสามารถลดความเสียเปรียบ Xiaomi ซึ่งมีโรงงานในอินเดียมากถึง 6 แห่ง รวมถึงช่วยในการชิงส่วนแบ่งคืนมาจาก Smartphone จีนแบรนด์อื่นด้วย 

 

ความท้าทายอีกมากมายที่กลายเป็นศึกรอบด้าน

            หลายไตรมาสมาแล้วที่ Samsung แซง Apple ขึ้นมาเป็น Smartphone ยอดขายสูงสุดในโลก ด้วยการมีสินค้าครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม เพิ่มอุปกรณ์เสริม และมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนสินค้าเทคโนโลยีแบบครบวงจร แต่ถ้าไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ และ Gadget ที่สร้างความแตกต่างออกมา เพื่อชิงความได้เปรียบ Samsung อาจถูก Huawei แซงได้ โดยมีรายงานว่า แบรนด์เกาหลีใต้อายุ 80 ปี กำลังเร่งพัฒนา Smartphone แบบหน้าจอพับ เพื่อให้สามารถออกวางตลาดได้ก่อน Huawei

Samsung Koh  Koh Dong-jin ประธานบริหาร (CEO) ของ Samsung Electronics

               CEO ของ Samsung Electronics ยอมรับว่ารายงานดังกล่าวเป็นความจริง “เมื่อ Smartphone แบบหน้าจอพับได้ของ Samsung ออกสู่ตลาด ไม่ว่าใครที่เห็นต่างก็ต้องทึ่ง” แม้ผู้บริหารรายนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่า Gadget ดังกล่าวจะเปิดตัวหรือออกวางจำหน่ายเมื่อไหร่ แต่มีการคาดกันว่าอาจเป็นต้นปีหน้า เพราะเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของ Galaxy S และเพื่อชิงความได้เปรียบจาก Huawei ซึ่งนอกจากกำลังผลิต Gadget แบบเดียวกันแล้ว ยังตั้งเป้าชิงตำแหน่งแบรนด์ Smartphone ยอดขายสูงสุดในโลกจาก Samsung ให้ได้ภายในปลายปีหน้าอีกด้วย

                นอกจากการคุกคามจากแบรนด์จีนในธุรกิจ Smartphone แล้ว Samsung ยังต้องเผชิญความท้าทายภายในองค์กรที่ขยายไปถึงธุรกิจด้านอื่นๆ ในเครือ โดย Lee Jae-young รองประธาน Samsung Group และทายาทรุ่น 3 ต้องเร่งสร้างผลงานและความน่าเชื่อถือด้วยการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ระบบไฟฟ้าในรถยนต์หรือชีวเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตที่เขามีความสนใจ เพื่อให้สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังเคยถูกจำคุกกรณีพัวพันกับการทุจริต

 Samsung Lee

Lee Jae-Young รองประธาน Samsung Group 

               ส่วนในกรณีที่ Lee ขึ้นมาเป็นผู้บริหารได้แล้ว ก็ต้องจับตาดูอีกว่าเขาจะพาบริษัทไปในทิศทางใด และไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ล้วนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ทั้งสิ้น เนื่องจาก Samsung มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศอย่างแยกไม่ออกแล้ว ไม่ต่างจากที่ Nokia เคยมีกับเศรษฐกิจของฟินแลนด์ในอดีต ช่วงที่เป็นแบรนด์โทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 1 ของโลก

              ตามรายงานของกรมสรรพากรเกาหลีใต้ระบุว่าปี 2017 Samsung จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลมากถึง 14 ล้านล้านวอน (ราว 409,200 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 23.6% ของภาษีดังกล่าวที่เก็บได้ในปีนั้น / nikkei, cnbc, wikipadia

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer