เปิดสูตร SMEs ปรับตัวอย่างไร? ให้ก้าวทันการค้าโลกยุค 4.0

เป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs มีบทบาทและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเหล่าผู้ประกอบการ SMEs ต่างต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกยุคใหม่ การเข้ามาของ E-Commerce ที่ส่งผลให้พรมแดนการค้าถูกทลายลง หรือกระทั่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างง่ายและเร็วขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความผันผวน ไม่แน่นอน และซับซ้อนกว่าที่เคย

แล้ว SMEs ต้องปรับตัวรับมือและเดินหน้าสู่การค้าโลกยุคใหม่อย่างไร

1. เรียนรู้และปรับตัวให้เร็ว

เมื่อการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น SMEs ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเองเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงาน ตั้งแต่เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการทำงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพการผลิต ช่องทางการขาย การทำการตลาด การขนส่ง ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้าที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์หรือตัว SMEs เอง

ยกตัวอย่างดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในการค้าปัจจุบันไร้พรมแดน ผู้ผลิตสินค้าอยู่ที่ไทยแต่คนซื้ออยู่ทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องรู้จักนำเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกเพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้มีศักยภาพมากขึ้น คล่องตัวมากขึ้น เพราะในยุคนี้ SMEs สามารถชนะบริษัทใหญ่ได้ด้วยความเร็ว ไม่ใช่ความใหญ่

2. รู้ทันเทรนด์การค้า เทรนด์โลก เทรนด์ผู้บริโภค

Internet of Things (IoT) อุปกรณ์และสิ่งต่างๆ ถูกเชื่อมโยงบนโลกอินเทอร์เน็ต E-Commerce จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ e-wallet การจ่ายเงินออนไลน์ผ่านแอปต่างๆ Single Channel สู่ Omni-Channel หรือการหันไปลงทุนที่ประเทศปลายทางเพื่อลดอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศ เหล่านี้คือเทรนด์การค้าที่เกิดขึ้น และยังคงจะเกิดเทรนด์ใหม่ๆ ต่อไป ยังไม่รวมถึงเทรนด์ของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเรียนรู้และอัปเดตอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆ แล้วหากรู้ทิศทางของธุรกิจตัวเอง รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร สามารถขยายตลาดไปได้ไกลแค่ไหน ก็สามารถเลือกศึกษาเชิงลึกในด้านนั้นๆ ได้ เพื่อให้ธุรกิจหรือองค์กรตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า และสามารถตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในตลาดได้

ยกตัวอย่าง การส่งออกในอดีตมักเป็นในลักษณะส่งออกสินค้าก่อนจึงเข้าไปลงทุนเพราะเมื่อก่อนมีการกีดกันทางการค้าไม่มาก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไปลงทุนในประเทศปลายทางแทนการส่งออกเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ สิ่งที่ SMEs ควรทำคือ มองหาลู่ทางลงทุนในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงและยึดหัวหาดก่อนคู่แข่ง โดยอาจเริ่มจาก CLMV ที่สินค้าไทยเป็นที่นิยมอยู่แล้ว หรือมองหาโอกาสใน Supply Chain ของผู้ประกอบการรายใหญ่ และอาจเข้าไปเป็น Outsource ในลักษณะ Subcontract

3. Big Data ยิ่งรู้ ยิ่งได้เปรียบ

ความรู้ข่าวสารด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวในตลาด ข้อมูลราคาสินค้าวัตถุดิบ ข้อมูลทางการเงิน กฎระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ หรือขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนวิธีการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ ยิ่งรู้ยิ่งอัปเดตข้อมูลมากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการก็ยิ่งสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้ในหลายมิติ ทำให้มองเห็นโอกาสและจังหวะทางการค้าที่มากกว่า เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

เช่น การอัปเดตข้อมูลความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้และที่คาดการณ์ไม่ได้ ทั้งราคาทรัพย์สิน Business Cycle การเกิดสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือ Cyberattack ต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจไม่มากก็น้อย ดังนั้น SMEs ต้องศึกษาและอัปเดตข้อมูลต่างๆ ไปพร้อมกับศึกษาเครื่องมือและวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยข้อมูลความเคลื่อนไหวในตลาดต่างๆ

4. รู้จักบริหารความเสี่ยง

“การลงทุนมีความเสี่ยง” ประโยคคลาสสิกที่เป็นจริงทุกยุคสมัย และเป็นสิ่งที่ SMEs ต่างก็ต้องยอมรับและรู้จักรับมือให้ดี และธุรกิจแต่ละประเภทต่างก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป เช่น สำหรับมือใหม่อาจยังไม่มี Connection ขาดเงินทุน บริหารเงินไม่เก่ง หรือรับมือจากผลกระทบภายนอกไม่ได้ ขณะที่การค้าระหว่างประเทศมีทั้งความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการขนส่ง หรือจากการไม่ได้รับการชำระเงินค่าสินค้า

ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มีวิธีและตัวช่วยในการรับมือ เช่น การหาแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนอย่างธนาคารต่างๆ หรือจากธนาคารของรัฐอย่าง ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ขณะที่เรื่อง Connection อาจได้จากการอบรมสัมมนาต่างๆ อาทิ หลักสูตร Supply Chain Management จากธนาคาร หรือการบริหารความเสี่ยงของการค้าระหว่างประเทศ โดยใช้เครื่องมือทางการเงินจาก EXIM BANK อาทิ บริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign Exchange Forward Contract) บริการประกันการส่งออกระยะสั้น บริการประกันการส่งออกระยะกลางและระยะยาว บริการประกันความเสี่ยงการลงทุน หรือบริการประเมินความเสี่ยงผู้ซื้อ/ธนาคารผู้ซื้อ เป็นต้น

5. พัฒนาบุคลากรและองค์กรอยู่เสมอ

ไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ การเตรียมคนและพัฒนาคนให้พร้อมเพื่อทำงานในยุคดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญเสมอ การสอนบุคลากรให้รู้จักปรับตัวและพัฒนาให้มีทักษะที่ใช่ในการทำงานหรือมีไอเดียสร้างสรรค์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องคัดคนออกหรือหาคนใหม่ กระทั่งการพัฒนาองค์กรในมิติต่างๆ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้วยังเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้อีกด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกการค้าที่อยู่ในยุค Digital Transformation มีหลายโอกาสที่ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ แต่ก็ทำให้หลายธุรกิจต้องล้มหายตายจากไปเช่นกัน ดังนั้น ขนาดขององค์กรไม่ได้บ่งชี้ถึงความสามารถและความได้เปรียบทางธุรกิจ หากแต่เป็นการตื่นตัวและการปรับตัวได้เร็วต่างหากที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด มองเห็นโอกาส และก้าวสู่ความสำเร็จได้

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer