อนาคต เกษตร ในไทยแลนด์ 4.0

ในนโยบาย Thailand 4.0 รัฐบาลพูดถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ
ซึ่งเราได้เริ่มเห็นกันบ้างแล้วจาก ภาคการเงิน ภาคการขนส่ง หรือ SMEs

แต่สำหรับภาคเกษตร นั้น หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่า ภาคเกษตรจะยืนอยู่ตรงไหน เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ Innovation Hubs เราไปดูพร้อมๆ กัน

 

ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 321 ล้านไร่ หรือประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่สำหรับการเกษตรประมาณ 43% (138 ล้านไร่) และรายได้ของภาคเกษตรคิดเป็น 10% ของ GDP
จริงๆ แล้ว เวลาพูดถึงภาคเกษตรกรรม หรือ Agriculture นั้นรวมไปถึงการประมง การเลี้ยงสัตว์ และการป่าไม้ด้วย แต่ 68%นั้นอยู่ที่การปลูกพืชและผลไม้

โดยถึงแม้ประเทศไทยจะผลิตข้าวเป็นอันดับ 6 ของโลก (เวียดนามอันดับ 5) แต่ไทยส่งออกข้าวเยอะเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมูลค่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 21.9% ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั่วโลก (อินเดีย อันดับ 1 26.7%) แปลว่าข้าวไทยยังคงมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับข้าวของประเทศอื่นๆ

ส่วนสินค้าเกษตรอื่นๆ ก็ได้แก่ ยาง มันสำปะหลัง อ้อย น้ำมันปาล์ม ผลไม้ตามฤดูกาล เป็นต้น
จากข้อมูลก็จะเห็นว่า เวลาพูดถึง Farmer คนไทยก็จะนึกถึง ชาวนาที่ปลูกข้าวก่อน เพราะเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด

 

เกษตรกร 1.0 แบบดั้งเดิม
เกษตรกรแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่จะยังปลูกข้าวอยู่ หรืออาจจะมีการปลูกอย่างอื่นผสมผสาน มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย เน้นใช้แรงงานคน และยังต้องดิ้นรนกับปัญหาสภาพอากาศ น้ำ และราคาพืชผลอยู่

เกษตรกร 2.0 ใช้เครื่องจักรเบา
เป็นเกษตรกรที่เริ่มตั้งตัวได้ มีการนำเครื่องจักรเบามาใช้แทนแรงงาน รวมถึงระบบน้ำ ระบบจัดเก็บที่ไม่ได้ใช้เงินลงทุนเยอะ เกษตรกรเหล่านี้ถือเป็นเกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย จากปลูกข้าว ก็เป็นปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นต้น

เกษตรกร 3.0 : ใช้เครื่องจักรหนัก
เครื่องจักรที่นำมาใช้มีราคาสูง แต่ได้กำลังการผลิตที่มาก จึงเหมาะกับเกษตรกรที่เพาะปลูกเพื่อส่งให้บริษัทส่งออกอีกที หรือมีบริษัทเป็นของตัวเอง และก็ลงทุนกับระบบอื่นๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

เกษตรกร 4.0 : Smart Farming
ใช้นวัตกรรมในการเพาะปลูก การจัดการ รวมไปถึงการตลาด รวมถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษา งานวิจัย เพื่อควบคุมการผลิตให้ได้ตามที่ต้องการ

 

จริงๆ แล้วเกษตรกรระหว่าง 2.0 ไปถึง 4.0 ยังไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจน เพราะการเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกนั้นต้องใช้เวลา แต่ส่วนที่น่าเป็นห่วงก็คือ เกษตรกร 1.0 ที่ยังเน้นใช้แรงงานเป็นหลัก หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง น้ำไม่พอ ราคาสินค้าเกษตรตก กลุ่มนี้ก็จะได้รับผลกระทบทันที

ฉะนั้นนี่คือ 5 เรื่อง ที่เกษตรกร 1.0 ต้องเปลี่ยนสู่ 4.0

1.เปลี่ยนจากการเฝ้ารอโชคชะตา เป็นการใช้ข้อมูล และรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ

2.เปลี่ยนจากการใช้แต่แรงงานคน เป็นใช้เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้พลังงานคนไปกับการคิด การวางแผน การทำตลาด

3.เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณ ไปสู่เน้นมูลค่า จะมีประโยชน์อะไรถ้าปลูกได้ปริมาณเยอะขึ้น แต่รายได้ไม่ได้มากขึ้นตาม ยุคนี้เป็รยุคที่ผู้บริโภคเลือกสินค้าตามคุณภาพมากขึ้น

4.เกษตรกรที่ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ เพราะมุ่งแต่การเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว เก็บเกี่ยวได้แล้วก็จบ แต่ใน Supply Chain สินค้าเกษตรมีหลายขั้นตอนมากๆ ต้องคิดแบบองค์รวมเพื่อเพิ่มมูลค่า

5.แน่นอน เงินลงทุนที่ใช้นั้นสูงกว่าการลงทุนซื้อยาฆ่าแมลงแน่ๆ แต่ถ้าไม่ลงทุนก็ต้องอยู่แบบเดิมต่อไป ฉะนั้นเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นแน่นอน สำหรับการพัฒนา

 

ในแผนการของ Thailand 4.0 นั้น ภาคเกษตรก็สำคัญไม่แพ้ภาคอื่นๆ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในภาคนี้ ฉะนั้นถ้าสามารถนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ใช่แต่เป็นการเพิ่มรายได้ แต่เป็นการเพิ่มความสามารถของคนไปในตัว

ปัจจุบันรัฐบาล องค์กรขนาดใหญ่ และภาคการศึกษา เข้ามาลงทุนและช่วยเกษตรกรไทยอย่างมาก และคาดว่าเราจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในอีกไม่ช้า

อย่าเข้าใจผิดคิดว่า การนำนวัตกรรมมาใช้ จะเป็นการละทิ้งหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพราะการนำนวัตกรรมมาใช้ไม่จำเป็นต้องลงทุนครั้งใหญ่ภายในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยน และสามารถนำความรู้ และงานวิจัยเข้ามาใช้ควบคู่ได้

 

ที่มา : AEC+ Business Advisory


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer