ถอดรหัสโฆษณาบน youtube ขายอย่างไรให้เวิร์ก


ปฏิเสธไม่ได้ว่า youtube เป็นแพลตฟอร์มทรงพลังที่นักการตลาดทั้งหลายไม่ควรมองข้าม เพราะด้วยความคุ้มค่าและการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

โฆษณาบน youtube ไม่ได้ปรากฏแค่ตอนก่อนเริ่มคลิปวิดีโอเท่านั้น แต่รวมไปถึงโฆษณารูปแบบต่างๆ ที่แบรนด์สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

Overlay ads (แถบโฆษณาที่ขึ้นมาด้านล่างระหว่างชมวิดีโอ)
Display ads (Banner ด้านขวาของวิดีโอและอยู่เหนือวิดีโอแนะนำ)
Skippable video ads (โฆษณาแบบเต็มจอแทรกก่อนเริ่มเข้าวิดีโอ)
Non-Skippable video ads (โฆษณาแบบเต็มจอแทรกก่อนเริ่มเข้าวิดีโอหรือระหว่างชม มีระยะเวลาสั้นๆ และผู้ชมไม่สามารถกดข้ามได้)
Bumper ads (โฆษณาแบบเต็มจอแทรกก่อนเริ่มเข้าวิดีโอ มีระยะเวลามากกว่า 6 วินาที โดยผู้ชมไม่สามารถกดข้ามได้)
Sponsored cards (โฆษณาที่จะปรากฏขึ้นด้านขวาของคลิป โดยจะโฆณาสินค้าที่สอดคล้องกับคลิปวิดีโอ)

 

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่เข้ามาในยูทูปจะเข้ามาชมวิดีโออยู่แล้ว ยูทูปจึงจับความสนใจ (attention) ของผู้ใช้ยูทูปได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับ attention ของผู้ใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่ง Attention ของยูทูปมาจากสามองค์ประกอบสำคัญคือ การมองเห็น (viewable) + การได้ยิน (audible) + ระยะเวลารับชม (watch time) ดังนั้น Reach จากการโฆษณาไม่สำคัญเท่ากับ Impactful Reach ที่ช่วยกระตุ้น attention ได้

“คำถามที่ตามมาคือ ทำอย่างไรเพื่อหา impactful reach” หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google กล่าว

ในระดับภาพรวม การใช้ youtube ของคนในเมืองกับต่างจังหวัดถือว่าไม่ต่างกันมากนัก โดยนับจากการใช้เวลาชมวิดีโอบนยูทูป คนในเมือง 93% ใช้เวลา 70 นาที คนต่างจังหวัด 92% ชมยูทูป 60 นาที และจากคนไทยทั้งหมดทั่วประเทศมี 75% ที่เปิดชมคลิปวิดีโอบนยูทูปทุกวัน

วิธีสร้างวิดีโอโฆษณาให้ประสบความสำเร็จคือ ทำ content ให้มีคุณภาพ ต้องหาแบรนด์และจุดที่ผู้บริโภคต้องการ และสื่อสารในสิ่งที่ผู้บริโภคอยากรับชม

หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวถึงวิธีการ ‘จับสัญญาณ’ ของกลุ่มคนที่มีความสนใจและมีแนวโน้มจะมาเป็นลูกค้า โดยดูจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต เช่น การเสิร์ชคีย์เวิร์ดบางอย่างผ่าน Google คลิปวิดีโอที่ดู สถานที่ที่สนใจ แอปพลิเคชั่นที่โหลดมาลงเครื่อง ขณะเดียวกันก็มีช่วงเวลาที่จับสัญญาณได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเวลาสำคัญของชีวิตอย่างการเรียนจบ เปลี่ยนงาน แต่งงาน ทำธุรกิจ ซื้อบ้าน เกษียณอายุ เพราะช่วงเวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่คนกำลังตัดสินใจจะซื้ออะไรบางอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือรถก็ตาม โดยใช้ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อกังวลคือการเก็บข้อมูลเหล่านี้จะกระทบกับความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ในประเด็นนี้ ไมเคิลอธิบายว่า ข้อมูลที่เก็บไม่ได้เก็บเป็นรายบุคคล แต่ทำผ่าน anonymous และดูรูปแบบพฤติกรรมที่คล้ายกันของผู้บริโภค จากนั้นจึงโฆษณาไปตามกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อสินค้า

เพื่อนำมาสู่ขั้นตอนต่อไป เสิร์ฟโฆษณาไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง อย่างในยูทูปก็จะมีลิงก์สี่ประเภท คือ แอปพลิเคชั่น (Application) เว็บไซต์ (Website) เว็บไซต์ซื้อของ (Shopping) และสถานที่ (Location) ที่ให้คนรับรู้และแบรนด์สามารถสร้างยอดขายได้

หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ยกตัวอย่างความสำเร็จของการจับสัญญาณจากประเทศอินโดนีเซียคือ กรณีของ Grab พบว่า มีผู้ใช้ใหม่ที่โหลดแอปจากหน้าที่ลิงก์มาจากยูทูปเพิ่มขึ้นถึง 68%

ในแง่ของนักการตลาดเอง ช่องทางออนไลน์ก็ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบ mass media จากกรณีศึกษาของแบรนด์หนึ่ง ซึ่งตอนแรกเลือกลงทุนเฉพาะในยูทูป พบว่ายอดขายเพิ่มขาย 49% ขณะที่ใช้งบประมาณเพียง 25% แต่ต่อมาแบรนด์นี้ทดลองโฆษณาทั้งในยูทูปและแบบทีวีซีพร้อมกัน พบว่ายอดขายเพิ่มเป็น 51% แต่งบประมาณที่ใช้กลับสูงขึ้นไปถึง 72% เลยทีเดียว

ท้ายที่สุดจากผลสำรวจความคิดเห็นของคนไทยในปีที่ผ่านมา 74% บอกว่าคุณภาพของโฆษณาบนยูทูปดีขึ้น 72% มองว่าการกด skip โฆษณาเป็นเรื่องดี และรู้สึกดีกับแบรนด์ที่ยอมให้กด skip ได้ และ 72% มองว่าตนมีประสบการณ์ที่ดีขึ้นในยูทูปเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ 65% บอกว่าคลิปวิดีโอในยูทูปทั้งโดย Creator และโฆษณาเอง ช่วยตัดสินใจว่าเขาจะเลือกซื้ออะไรและจากแบรนด์ไหน

ตัวเลขข้างต้นอาจสะท้อนว่าคนยังไม่รู้สึกพึงพอใจกับการรับชมโฆษณามากเท่าที่ควร

แม้ยูทูปจะเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเลือกโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่จะทำอย่างไรให้คนอยากดูและรู้สึกดีกับการชมโฆษณา-นี่เป็นคำถามที่นักการตลาดยังต้องขบคิดต่อไป


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer