Pantip.Com รายได้นี้ไม่ได้มาจากขายเผือกและมาม่าอย่างเดียว

ร้องเรียนไป แบรนด์ไม่สน ไปโพสต์ลง Pantip.Com แป๊บเดียว แบรนด์มาตอบและมีฟีดแบ็กกลับมาอย่างไว

อยากรู้อะไรไปถามพันทิปสิ เดี๋ยวก็มีคนมาตอบ อยากกินเผือกร้อนๆ ก็ปูเสื่อรอแป๊บ เดี๋ยวก็มีคนมาเฉลย

ปมขัดแย้งแบบนี้มีกลิ่นแน่ รอเดี๋ยว นักสืบพันทิปสืบให้ รับรองรู้ลึกรู้จริง ยิ่งกว่าสื่อไหนๆ

เมื่อมีอะไรๆ ก็เข้า Pantip.Com แบบนี้ แล้วพันทิปจะไม่ใช่สื่อทรงอิทธิพลได้อย่างไร

และการเป็นสื่อทรงอิทธิพลนี้  Marketeer จึงสงสัยว่า พันทิปมีรายได้เท่าไร พวกคุณสงสัยเหมือนกันหรือเปล่า

 

แต่ก่อนที่จะไปถึงหมวดรายได้ ขอย้อนรอยสักนิดว่า Pantip.Com มาจากไหน เพราะนับๆ ไปแล้วพันทิปก็อยู่กับโลกไซเบอร์ไทยมาอย่างยาวนานจนเริ่มนับนิ้วไม่ถูกแล้วสิ

 

Pantip.Com คือ eMagazine มาก่อน

Pantip.Com ก่อตั้งโดยวันฉัตร ผดุงรัตน์ ที่เริ่มต้น Pantip.Com จากการเป็น eMagazine ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

วันฉัตรได้จดทะเบียนโดเมนเนม Pantip.Com ในวันนี้ 7 ตุลาคม 2539 ในนาม บริษัท อินเตอร์เน็ต มาร์เก็ตติ้ง

นับจนถึงวันนี้ Pantip.Com ได้โลดแล่นอยู่ในโลกไซเบอร์ไทยมานานกว่า 22 ปี

แต่ใครจะเชื่อล่ะว่า ในยุคเริ่มต้นของ Pantip.Com เกือบจะต้องปิดตัวลง เพราะไม่ประสบความสำเร็จ

ขอนั่งไทม์แมชชีนกลับไปเมื่อ 22 ปี ก่อน ในยุคที่ประชากรอินเทอร์เน็ตมีอยู่หยิบมือ และอินเทอร์เน็ตยังอยู่ในแวดวงที่จำกัด จากราคาอินเทอร์เน็ตที่แสนแพงด้วยอัตราค่าบริการเฉลี่ยชั่วโมงละ 10 กว่าบาท (สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน) และต้องใช้เบอร์บ้านโทรออกไปยังเบอร์ผู้ให้บริการเพื่อเชื่อมต่อให้อินเทอร์เน็ตทำงานเท่านั้น

วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าหน้าที่ไอทีการบินไทย ได้ลาออกจากงานมาร่วมกับเพื่อนเปิดบริษัทขายอุปกรณ์พ่วงต่อคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าจากไต้หวัน

ซึ่งการติดต่อกับผู้ผลิตสินค้าไอทีชาวไต้หวันนี่เองทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่าอินเทอร์เน็ต เพราะคู่ค้าไต้หวันแนะนำให้ประหยัดต้นทุนด้วยการติดต่อผ่านอีเมล

เมื่อวันฉัตรได้รู้จักกับคำว่าอินเทอร์เน็ตแทนที่เขาจะใช้เพื่อติดต่อธุรกิจเพียงอย่างเดียว เขากลับใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์ด้วยการศึกษาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโลกไซเบอร์ ซึ่งเขาได้ค้นพบว่า

คอนเทนต์ในโลกไซเบอร์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และแทบไม่มีคอนเทนต์ที่เป็นภาษาไทยเท่าไรนัก โดยเฉพาะคอนเทนต์ด้านคอมพิวเตอร์และไอที

เขาจึงได้คิดที่จะลองทำเว็บไซต์คอมพิวเตอร์ภาษาไทยขึ้นมา ในรูปแบบ eMagazine และตั้งชื่อว่า Pantip.Com ด้วยเงินลงทุน 200,000 บาท

ซึ่งคำว่า Pantip มีความหมายมาจาก Pan ซึ่งหมายถึง 1,000  รวมกับคำว่า Tip ที่แปลว่า เคล็ดลับ และพันทิปยังเป็นชื่อที่ไปพ้องเสียงกับห้างไอทีชื่อดังพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ด้วย

แต่ในเวลานั้น eMagazine Pantip.Com แทบจะไม่ได้รับความนิยมจากผู้อ่าน เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย ทำให้วันฉัตรเริ่มกลับมามองคำว่าอินเทอร์เน็ตใหม่

และค้นว่าคุณสมบัติเด่นของอินเทอร์เน็ต คือ Two Way Communication ซึ่งการทำ eMagazine เป็นเหมือนการใช้สื่อที่เป็น Two Way Communication มาใช้เป็น One Way Communication เท่ากับว่า ไม่สามารถใช้คุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มที่

ทำให้เขาได้ลองนำเว็บบอร์ดสำเร็จรูปมาติดตั้งบนเว็บ Pantip.Com เพื่อให้คนที่เข้ามาอ่าน eMagazine สามารถโพสต์ขายสินค้าไอทีได้

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ Pantip.Com แต่ยังไม่ใช่จุดที่ทำให้ Pantip.Com มาถึงทุกวันนี้

 

เพราะเหตุการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงของ Pantip.Com คือในวันที่เงินลงทุน 200,000 บาทของวันฉัตรเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที จนเขาคิดที่จะเลิก ถ้าเงินทุนหมดลง

ในเวลานั้นเขาได้รับอีเมลจากคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งรู้จักเว็บ Pantip.Com จาก Spam Mail ที่วันฉัตรได้ส่งแนะนำเว็บไซต์ไปยังอีเมลคุณหมอท่านนี้

ในอีเมลที่คุณหมอได้ส่งมานั้น มีเพียงข้อความสั้นๆ ที่แนะนำว่า เว็บไซต์สามารถใส่เสียงเพลงลงไปได้ และเมื่อใส่เสียงเพลงลงไปจะทำให้เว็บมีความน่าสนใจมากขึ้น

คำแนะนำนี้ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ของวันฉัตร ในยุคที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเว็บไซต์เงียบไร้เสียง มีเพียง Text และภาพประกอบบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

และคำแนะนำนี้ทำให้วันฉัตรได้คิดว่า ความรู้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนในสายอาชีพนั้นเท่านั้น และทุกคนสามารถแชร์ข้อมูล แชร์ความรู้ให้กันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

เมื่อความคิดตกผลึก วันฉัตรจึงได้เปิดเว็บบอร์ดแรกในชื่อ Technical Exchange เพื่อให้ผู้อ่าน Pantip.Com เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านไอที

ผลปรากฏว่าเว็บบอร์ด Technical Exchange ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเป็นตัวขับเคลื่อนให้ยอด Page View และ Unique Visitor ของเว็บไซต์ Pantip เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เว็บบอร์ด Pantip ได้รับความนิยมจากผู้เข้ามาตั้งกระทู้ พูดคุยเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือจากไอที (จนอาจจะไปสร้างความรำคาญให้คนที่อยากเข้ามาอ่านและถามความรู้ด้านไอที) วันฉัตรจึงได้ตั้งเว็บบอร์ดใหม่เพื่อให้สมาชิกในเว็บเข้ามาพูดคุยในเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไอที และใช้ชื่อเรียกเว็บบอร์ดนี้ว่า สภากาแฟ ที่สื่อถึงร้านขายกาแฟของชุมชนที่เป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนเข้ามาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆ นานา

จุดเริ่มต้นของ สภากาแฟ ใน Pantip.Com ประกอบด้วย 8 ห้อง แบ่งตามความสนใจในเรื่องต่างๆ

 

ประกอบด้วย

เฉลิมไทย พูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์

โทรโข่ง ห้องสำหรับ เตือนภัย และแจ้งเรื่องราวต่างๆ

รัชดา พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องรถ

ราชดำเนิน พูดคุยเรื่องการเมือง

ศุภชลาศัย เรื่องกีฬา

สยามสแควร์ ชีวิตวันรุ่น การเรียน และความรัก

Blue Planet เรื่องการท่องเที่ยว

และไร้สังกัด รวมกระทู้ที่ไม่รู้จะไปสังกัดห้องไหน

นั่นคือจุดเริ่มต้นเว็บบอร์ด Pantip.Com อย่างแท้จริง ก่อนที่จะต่อยอดมาจนถึง Pantip.Com ในปัจจุบัน

ปัจจุบันพันทิปมีห้องที่แบ่งตามความสนใจมากถึง 38 ห้อง และมีผู้เยี่ยมชมเว็บมากถึง 128.49 ล้าน Page View จากการเก็บตัวเลขของ Similar (อ้างอิงในเดือนกันยายน 2561)  

Pantip.Com Page View หลักล้าน

เมษายน 2561       129.50 ล้านเพจวิว

พฤษภาคม 2561   128.0 ล้านเพจวิว

มิถุนายน 2561      121.50 ล้านเพจวิว

กรกฎาคม 2561    127.50 ล้านเพจวิว

สิงหาคม 2561       135.50 ล้านเพจวิว

กันยายน 2561      128.49 ล้านเพจวิว

ที่มา : Similar, ตุลาคม 2561

ที่มาพร้อมกับรายได้พันทิป มากถึง 134 ล้านบาท

รายได้ Pantip.com 2556 64,975,970.73 2557 81,514,533.89 2558 116,762,722.00 2559 115,404,055.16 2560 133,944,039.78 ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ รายได้จาก บริษัท อินเตอร์เน็ต มาร์เก็ตติ้ง, 2561

รายได้ของ Pantip.Com มาจากการขายพื้นที่โฆษณา และ Advertorial เกือบทั้งหมด

การที่ Pantip สามารถหารายได้จากการขายโฆษณาได้เป็นหลักร้อยล้านต่อปี มาจาก Content จากสมาชิกในเว็บบอร์ด Pantip ทั้งสิ้น โดยวันฉัตรเป็นเพียงผู้เขียนโปรแกรมและดูแลระบบหลังบ้านเท่านั้น

ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำพูดที่วันฉัตร ที่เคยพูดไว้เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ตอนที่ธุรกิจดอทคอมในประเทศไทยบูม และมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาติดต่อขอซื้อเว็บไซต์ยอดนิยมในประเทศไทยไปเพื่อต่อยอดธุรกิจดอทคอมของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น

ในเวลานั้น mWeb บริษัทย่อยของบริษัท MIH จากประเทศแอฟริกาใต้ ที่คิดจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจดอทคอมในประเทศไทยได้กว้านซื้อเว็บยอดนิยมในไทยไปหลายต่อหลายเว็บ

รวมถึง sanook.Com เว็บพอร์ทัลที่ก่อตั้งโดยปรเมศวร์ มินศิริ และ Pantip.Com โดยวันฉัตร ผดุงรัตน์

ซึ่งปรเมศร์ได้ขายธุรกิจ Sanook.Com ให้กับ mWeb และมาเปิดเว็บ Kapook.Com ซึ่งเป็นเว็บพอร์ทัลในรูปแบบเดียวกันขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเว็บเพิ่มขึ้น 

ส่วนวันฉัตรได้ปฏิเสธการทาบทามให้ Pantip.Com มาเป็นส่วนหนึ่งเครือ mWeb ด้วยเหตุผลคือ เจ้าของ Pantip คือสมาชิกทั้งหมดที่เข้ามาร่วมเขียนคอนเทนต์ แชร์เรื่องราวต่างๆ  ส่วนเขาทำหน้าที่เพียงเขียนโปรแกรมไม่กี่หน้าเพื่อให้เว็บทำงานได้เท่านั้น

คิดไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าวันฉัตรได้ขาย Pantip ไป ในปัจจุบัน Pantip จะเป็นอย่างไร

เพราะ Sanook.Com ก็ได้เปลี่ยนมือสู่อ้อมกอดของ Tencent บริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนแทน

เปลี่ยน Facebook เป็นช่องทางเพิ่มผู้ใช้งาน

แต่ที่รู้ๆ ว่า ทางเดินของ Pantip.Com ก็ไม่ใช่สวยหรูในทุกย่างก้าว เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง Pantip.Com ก็ประสบปัญหาสมาชิกใหม่ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เข้าเว็บพันทิปน้อยลง เพราะมีโซเชียลมีเดียอื่นๆ ให้เลือกเล่นอีกมากมาย และมองว่าพันทิปมีแต่เรื่องมาม่า (ดราม่า) ที่เหมาะสำหรับคนชอบกินเผือก (สอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น) เท่านั้น ส่วนสมาชิกเดิมก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในทุกๆ ปี

บอย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ หนึ่งในทีมงาน Pantip.Com ในยุคก่อตั้ง ที่ช่วยพัฒนาพันทิปให้เดินหน้าจนถึงวันนี้ ได้แก้ไขภาพลักษณ์ที่คนรุ่นใหม่มองพันทิปคือแหล่งแห่งการเสพดราม่าอย่างเดียว เป็นเว็บบอร์ดสำหรับทุกเรื่อง ด้วยการนำเรื่องต่างๆ ในพันทิปที่มีประโยชน์และน่าสนใจกว่าเรื่องดราม่า (แต่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพันทิปไม่ค่อยรู้) มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ในชื่อเพจ Pantip.Com เพื่อให้ประชากรเฟซบุ๊กเข้ามาอ่านและแชร์ต่อ

ซึ่งความคิดนั้นได้ทำให้ Pantip.Com กลับมามีสีสันขึ้น จนปัจจุบัน Pantip.Com มีเพจในเฟซบุ๊ก 5 เพจด้วยกัน และมีช่องทางอื่นๆ อย่าง Line Official, Twitter และอื่นๆ เพื่อเพิ่มยอดทราฟฟิกเข้าเว็บอย่างต่อเนื่องด้วย

การที่บอย อภิศิลป์ ได้อาศัยช่วงจังหวะการมาของ Facebook มาใช้ในการโปรโมทพันทิป ทำให้ภาพของพันทิปเด่นชัดขึ้นในสายตาคนรุ่นใหม่ และเข้ามาในพันทิปเพื่ออ่าน ถาม เมนต์ เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น

และการที่มีคอนเทนต์ที่ถูกเขียนโดยสมาชิกมากขึ้น ทำให้พันทิปได้กลายเป็นเว็บอ้างอิงของนักท่องเน็ตที่ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ทั้งความรู้ และคอนเทนต์ที่ให้ความบันเทิง รวมถึงสถานที่ บริการ แบรนด์สินค้า และอื่นๆ ที่สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจได้

ทำให้เกิดวลีที่ว่า คืออะไรไม่ออก ให้บอก หรือเข้าไปหาที่พันทิป

และส่วนใหญ่แล้ว ประชากรเน็ตจะนิยมหาข้อมูลจากพันทิป ด้วยการ Search ใน Google ผ่านการพิมพ์ Key Word ที่ต้องการ และตามด้วยคำว่า Pantip เช่น เลือดข้นคนจาง Pantip เป็นต้น

จนในปัจจุบัน พันทิป มียอดผู้เข้าเว็บ(วัดเฉพาะผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์) มาจากการ Search มีสัดส่วนมากถึง 80.82%

คนเข้าพันทิปจากไหน

Search  80.82%

URL Pantip.com 14.44%

Social Media 4.11%

อื่นๆ 0.63%

*วัดเฉพาะผู้ใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

ที่มา : Similar, ตุลาคม 2561

นอกจากนี้พันทิปยังมีการปรับเว็บไซต์ใหม่เพื่อรองรับการใช้งานพร้อมๆ กันที่มากขึ้น และไม่ทำให้กระทู้ที่โพสต์ไป ด๋อย (กระทู้ไม่สามารถโชว์ข้อความได้ทุกคอมเมนต์) เมื่อเกิดการใช้งานกระทู้นั้นพร้อมๆ กันมากๆ

รวมถึงการจัดงานมอบรางวัลให้กับสมาชิกพันทิปที่เขียนคอนเทนต์ที่น่าสนใจ จนมีผู้อ่านสูงสุดติด Top 10 แห่งปี เพื่อเป็นการรักษาสมาชิกที่มีคุณภาพให้อยู่กับพันทิปต่อไปยาวๆ

ทั้งนี้ การเดินทางของ Pantip.Com ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรอยู่ที่สมาชิกพันทิปทุกๆ คน

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer