ผ่านมาครึ่งปี 2018 การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยในเครือ ยังมีหนี้สินรวม 250,635 ล้านบาท (ข้อมูล: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

และหากนับเฉพาะในครึ่งปีแรกแม้การบินไทยจะมีรายได้ 100,950 ล้านบาท เติบโต 4.6% หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

แต่ก็ยังขาดทุน 381 ล้านบาท แม้ในรายงานจะระบุว่าเป็นการขาดทุนที่ลดลงมาก ก็ตามที

แต่การมีหนี้สินสะสมมหาศาลนั้นก็หมายความว่า การบินไทยเกิดวิกฤตเรื้อรังมายาวนาน

แล้วอะไรคือปัญหาของ “สายการบิน” แห่งชาติ ที่อดีตในปี พ.ศ.2533 เคยกำไรถึง 6,753.6 ล้านบาท

อันดับแรกสุดคือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สายการบินต่างชาติเกิดใหม่ขึ้นมามากมายโดยเฉพาะกลุ่ม low cost ที่เน้น “น่านฟ้าแห่งเกมราคา” ถึงจะบอกว่าลูกค้าคนละกลุ่มกับ “การบินไทย” ที่เน้นลูกค้าระดับบน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สายการบิน Low cost ก็แย่งชิงที่นั่งจากการบินไทยไปได้มากพอสมควร

ที่น่าสนใจ บรรดา “คู่แข่ง” เหล่านี้กลับ Take off ตัวเองได้ดีเกินคาด ทั้งการเพิ่มเส้นทางการบินไปในหลายๆ ประเทศที่ในอดีต การบินไทยแทบจะผูกขาด “บินเดี่ยวอยู่คนเดียว” ในตลาด

แม้การบินไทยจะแก้เกมด้วยเครื่องบินลำใหม่ในตลาด Low cost อย่างสายการบิน “ไทยสไมล์” มาชนกับคู่แข่ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ขีดเขียนไว้ในพิมพ์เขียวธุรกิจตัวเอง

และหากมองในภาพรวมธุรกิจสายการบินทั้งหมด การบินไทยมีส่วนแบ่งตลาด 27% ลดลงอย่างต่อเนื่องจากเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมีส่วนแบ่ง 37%

นอกจากมรสุมในภาคการแข่งขันที่โดนแย่งชิงลูกค้าแล้วนั้น การบินไทยยังต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงกว่าในอดีต ซึ่งเกิดจาก Effect ราคาในตลาดโลกที่ดีดตัวสูงขึ้นและการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต

ถึงต้นทุนนี้ทุกสายการบินต้องพบเจอ แต่ “จุดตัด” ที่จะวัดว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบก็คือการควบคุมต้นทุนธุรกิจในส่วนอื่นๆ มาชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่าง “น้ำมัน”

การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแม้ภาพรวม การบินไทยจะมีรายได้น้อยลง แต่ก็มีพัฒนาการควบคุมต้นทุนของตัวเองและการหารายได้จากทางอื่นๆ เข้ามาทดแทนธุรกิจหลักของตัวเองได้ดีขึ้น

โดยหลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือตัวเลขขาดทุนของการบินไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่หากจะให้กลับมามีกำไรในธุรกิจนี้เหมือนอย่างในอดีตที่เคยมีกำไรเกือบ 8,000 ล้านบาทต่อปีนั้น

การบินไทย จะบินอยู่แค่น่านฟ้าเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป

สุเมธ ดำรงชัยธรรม ให้สัมภาษณ์กับสื่อในวันรับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย ในช่วงกลางปี ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยเขาบอกว่าต้นทุนหลักๆ ของการบินไทยมีถึง 3-4 ข้อ คือ 1. เงินเดือนพนักงาน 20,000 กว่าชีวิต ซึ่งคงต้องมาดูว่าจะลดตรงไหนได้บาง 2. รวมไปถึงเครื่องบินที่จอดกราวด์ที่ยังขายไม่ออกและรอวันขาย 22 ลำ, สุดท้ายคือการลดจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทาง ที่มีจำนวนผู้โดยสารน้อย เพื่อประหยัดต้นทุน

รวมไปถึงการเพิ่มรายได้ในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายครัวการบิน  และธุรกิจอื่นๆ ในภาคพื้นดิน

สุดท้ายคือ Branding แม้จะเป็นสิ่งที่การบินไทยแข็งแกร่งมายาวนาน จนกลายเป็นสายการบินที่คนอายุ 30 ปีขึ้นไปให้การยอมรับในเรื่องบริการและระบบจัดการ 

แต่ก็มี “จุดอ่อน” ให้ต้องขบคิด นั่นคือกลุ่มลูกค้าอายุต่ำกว่า 30 ปี วัยเริ่มต้นทำงานและวัยรุ่น

Branding การบินไทยยังห่างไกลและไม่ทรงพลังมากพอที่จะดึงลูกค้ากลุ่มนี้มาตีตั๋วโดยสารของตัวเอง ถึงพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มนี้จะชอบเดินทางด้วยสายการบิน Low cost ก็ตามที

แต่หากอยากจะเพิ่มปริมาณบรรทุกผู้โดยสารให้เพิ่มขึ้นและต้องไม่ต่ำกว่า 80%/ต่อเที่ยวบิน การเพิ่มลูกค้ากลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ก็จะทำให้ฝันของการบินไทยเป็นจริงขึ้นมาได้

สุดท้ายคือความ “เชื่องช้า” ถึงการบินไทยจะใช้นามสกุล “มหาชน” อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ในภาพรวมการบริหารยังอยู่ในระบบรัฐวิสาหกิจ ทำให้การตัดสินใจเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องผ่านหลายขั้นตอนทั้งแผนการตลาดและการบริหาร

ทำให้มีอยู่หลายครั้งเลยทีเดียวที่สงครามในน่านฟ้า การบินไทยดูเหมือนจะถูกคู่แข่งก้าวนำหน้าอยู่บ่อยครั้ง

เพราะฉะนั้นตาม Roadmap ของ สุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คนใหม่ของการบินไทย แผนแรกคือให้คำว่า “ขาดทุน” ออกไปจากพจนานุกรมการทำธุรกิจ ก็ต้องแก้ปัญหาข้างต้นให้ดีขึ้นก่อน

จากนั้นก็ทำให้การบินไทยกลับมาอยู่ในเส้นทางการบินที่ควรจะเป็น

นั้นคือ…เส้นทางบินที่เคยเป็นเบอร์ 1 มีกำไรต่อปีมหาศาล 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer