เมื่อแบรนด์จีน “พลิกโลก” สมาร์ทโฟน “หัวเว่ย” มุ่งสู่เป้าหมายเบอร์ 1 โลกในปี 2020  

หากย้อนกลับไปเพียงเมื่อ 3 ปีก่อนคงไม่มีใครคาดคิดว่าวันนี้ สมาร์ทโฟนแบรนด์ “หัวเว่ย” (HUAWEI) จะสามารถพลิกแบรนด์และมีอิทธิพลกับคนทั้งโลกจนทำให้เจ้าตลาดรายใหญ่ของสมาร์ทโฟน 2 แบรนด์ดังถึงกับกระเทือน

ตัวเลขจาก IDC ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมายืนยันว่า หัวเว่ยสามารถผงาดขึ้นแท่นอันดับ 2 ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก ด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาด 15.4% จำนวน 54.2 ล้านเครื่องแซงหน้าแอปเปิล เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว

ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หัวเว่ยจะกล้าตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2020 จะก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนโลก และเพื่อให้เป้าหมายนั้นมีความเป็นจริงมากขึ้น ล่าสุดหัวเว่ยได้ส่ง HUAWEI Mate 20 Series ลงมาเขย่าตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียม ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ที่ทำทุกอย่างให้ชีวิตง่ายและมีคุณภาพมากขึ้น  โดยเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 9 พ.ย. 2561 นี้

ท่ามกลางการแข่งขันที่แสนดุเดือดของตลาดสมาร์ทโฟน อะไรคือ Key Success สำคัญของหัวเว่ย ลองติดตาม Marketeer ไปถอดรหัสในเรื่องนี้กัน แล้วจะเข้าใจว่าทำไมหัวเว่ยจึงสามารถครองใจผู้คนทั้งโลกได้อย่างรวดเร็ว

4 ยุทธศาสตร์สำคัญสู่ความเป็นเลิศ

1. ไม่เคยหยุดเรื่องนวัตกรรม

ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่กำเนิดขึ้นมาในโลกของสมาร์ทโฟน จุดเด่นสำคัญที่สุดของหัวเว่ย คือการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยเน้นในเรื่องของเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงและสร้างความ ว้าว! ให้กับผู้คนมาได้ตลอด

ตัวอย่างเช่นในปี 2016 ได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเลนส์คู่ของไลก้า (Leica) รุ่นแรกของซีรีส์ HUAWEI P9 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนให้น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น และทำให้แบรนด์หัวเว่ยเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดยังตอกย้ำการเป็นผู้นำด้วย HUAWEI Mate 20 Series ที่จะเปิดตัวต้นเดือน พ.ย. นี้ ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ HUAWEI Mate 20,  HUAWEI Mate 20 X และ HUAWEI Mate 20 Pro ซึ่งครบเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังและล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น Kirin 980 ชิปเซต AI แบบคู่ครั้งแรกของโลก แบตเตอรี่ความจุสูง ที่ให้กำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์ ชาร์จได้รวดเร็ว และครั้งแรกของโลกกับ Wireless Reverse Charging ระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย รวมไปถึงกล้อง 3 กล้อง Leica Triple Camera สุดล้ำ ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide และฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย”

2. ทุ่มเรื่อง R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมไร้ขีดจำกัด

R&D ถือเป็น “หัวใจ” สำคัญที่ขับเคลื่อนให้ “หัวเว่ย” ก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าได้ถึงทุกวันนี้ ยิ่งลงทุน R&D มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้หัวเว่ยสามารถกำจัด pain point ของลูกค้าได้มากขึ้นทุกที

ปัจจุบันหัวเว่ยมีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 17 แห่งทั่วโลก ที่ใช้สำหรับวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาให้บริการอย่าง 5G IoT Cloud เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าทั้งในฝั่งขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป ศูนย์วิจัยจะกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ เช่น ศูนย์วิจัยส่วนติดต่อกับผู้ใช้อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ศูนย์วิจัยกล้องอยู่ที่เยอรมนี และศูนย์ดีไซน์ก็อยู่ที่ปารีส ฝรั่งเศส

ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ใช้งบวิจัยและพัฒนาไปราว 4.56 แสนล้านบาท (1.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) หรือคิดเป็น 14.9% ของรายได้ เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ในปี 2016 แบ่งรายได้ 10% มาใช้ในการวิจัยและพัฒนา ขณะที่เมื่อมองย้อนไปตลอดช่วง 10 ปี หัวเว่ยลงทุนไปแล้วกว่า 2 ล้านล้านบาท (62.5 หมื่นล้านเหรียญ)

3. มีโปรดักส์ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

สำหรับตลาดพรีเมียม (ราคาตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป) มี 2 ซีรีส์ “Mate Series” เน้นฟังก์ชันการใช้งานเชิง Business เหมาะสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ และ P Series” เน้นการถ่ายภาพและไลฟ์สไตล์ต่างๆ

ตลาดราคากลางลงมา คือ “nova Series” ระดับราคา 7,000–12,000 บาท และ “Nova 2i” ราคา 10,900 บาท ส่วนตลาดล่างมีกลุ่ม “Y Series” ไว้รองรับความต้องการ

 

4. ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ co-brand

ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หัวเว่ยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ เพื่อการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของลูกค้าให้เร็วขึ้น เช่น การร่วมงานกับ Leica (ไลก้า) แบรนด์กล้องระดับตำนานของเยอรมนีเพื่อสร้าง Huawei P9 สมาร์ทโฟนรุ่นแรก

หัวเว่ย และ Leica ยังได้ร่วมกันเปิดตัวห้องวิจัยนวัตกรรม Max Berek เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการถ่ายภาพสำหรับสมาร์ทโฟนให้สุดยอดยิ่งขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการพัฒนาเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับระบบออปติคัล, VR, AR และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในโลกอนาคต

จากความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้หัวเว่ยกลายเป็นบริษัทเพียงหนึ่งเดียวในประเทศจีนที่อยู่ในการจัดอันดับแบรนด์ที่มีค่ามากที่สุดในโลกในปี 2018 จัดทำโดยบริษัท Forbes ด้วยมูลค่าแบรนด์ 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

กลายเป็นอีก 1 ตัวอย่างของ Chinese Brand ที่สามารถสร้างชื่อ สร้างการยอมรับไปทั่วโลก 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer