ละคร รีรัน สูตรเก่ามาเล่าใหม่ ต้นทุนน้อย-เรตติ้งโอเค-โฆษณาตอบรับ

นอกจากสูตรนำละครดังในอดีตมา Remake สร้างใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จะเป็นอีกหนึ่งวิธียอดฮิตของบรรดาช่องทีวีดิจิทัลแล้วนั้น

การนำละครเก่าๆ ที่เคยได้รับความนิยม ที่เคยออนแอร์ไปในอดีต นำกลับมาฉายรีรันซ้ำไปซ้ำมา ยังเป็นสิ่งที่หลายช่องเลือกหยิบมาใช้กันโดยเฉพาะช่อง 3 และ 7 ที่อยู่ในวงการละครมานานหลายสิบปี

ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่แต่อย่างใด เพราะวิธีนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยยุคทีวีอนาล็อก เพียงแต่ยุคนี้ถูกนำมาหยิบใช้บ่อยมากขึ้น

โดยเฉพาะช่อง 3 ที่เวลานี้ดูจริงจังเป็นพิเศษโดย 2 ช่องอย่าง 3HD และ 3SD ก็เลือกจะใส่ละครรีรันทั้ง 2 ช่องในช่วงวันจันทร์-ศุกร์

กลวิธีของช่อง 3 คืออัดละครที่ตัวเองเคยผลิตและออนแอร์ตั้งแต่ยุคอนาล็อกจนถึงในยุคช่อง 3 HD นำมารีรันในช่อง 3 SD แบบจัดเต็มเกือบทั้งวันในช่วง จันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะเป็น ทางผ่านกามเทพ, เชลยศักดิ์, ไฟในวายุ เป็นต้น

เพราะนี่คือช่องที่ในอดีตรายได้จากโฆษณาไม่วิ่งเข้าและมีเรตติ้งน้อย เมื่อเปลี่ยนแผนด้วยการปูพรมอัดละครเก่ามารีรันใหม่ ทำให้ไม่มีต้นทุนด้าน Content แม้เรตติ้งละครรีรันในช่อง 3SD จะอยู่ที่ 1 กว่าๆ แต่ก็ดีกว่าในอดีตที่มีทั้งรายการวาไรตี้และซีรีส์ต่างประเทศ ที่หลายรายการยังไม่ถึง 1 ด้วยซ้ำ 

ทำให้เริ่มเห็นเม็ดเงินโฆษณาที่ไหลเข้ามาสู่ช่อง 3 SD มากขึ้นกว่าเดิม

แม้ช่อง 3 SD ค่าโฆษณาจะมีราคาแสนถูกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000- 9,000 บาท/15 วินาที/1 ครั้ง ในขณะถ้าละครรีรันในช่องหลักอย่าง 3 HD จะมีราคาขายโฆษณาที่แพงกว่าอย่างชัดเจน

โดยยกตัวอย่างในช่วงเวลา 14.00 น. “ละครเพลิงบุญ” มีราคาขายโฆษณาอยู่ที่ 49,500 บาท/15 วินาที/ครั้ง (บริษัท จินดามณี จำกัด)

และสูตรละคร “รีรัน” ที่ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นในเวลานี้ ก็ไม่ได้จำกัดแค่หน้าจอทีวี แต่ยังไปสู่ช่องทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ช่อง 3, Line TV และทางเว็บ Mello

แผนลดต้นทุนการผลิตด้วยสูตรละครรีรันแล้วหาช่องทางกระจาย Content เพื่อนำไปสู่รายได้จากการขายโฆษณาให้มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักในการให้ช่อง 3 มีกำไรในปี 2018

และดูเหมือนจะเริ่มเห็นผลเพราะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ช่อง 3 ขาดทุน 126 ล้านบาท แต่เมื่อกดปุ่มเน้นละครรีรันมากขึ้น พร้อมกับลดต้นทุนการทำธุรกิจในส่วนอื่นๆ ทำให้ไตรมาส 3 ช่อง 3 กลับมามีกำไรอยู่ที่ 78 ล้านบาท

ขณะที่ช่อง 7 เองจากที่เกมละครรีรันไม่ได้เข้มข้นมีเพียง 2 ช่วงเวลาคือช่วงเช้ากับหลังเที่ยงคืน

เพียงแต่ในช่วงเช้านั้นเมื่อก่อนจะมีละครรีรันแค่พฤหัสบดี-ศุกร์ ก็ขยายเวลามาเป็นวันจันทร์-ศุกร์เวลา 09.30-11.20 น. พร้อมกลับตั้งชื่อว่า “ละครดังที่คิดถึง”

ซึ่งมาชนกับช่อง 3 ที่ก่อนหน้านี้มี “ละครดังข้ามเวลา” ที่นำละครเรตติ้งสูงในอดีตกลับมารีรันอีกครั้ง

เพียงแต่ช่อง 3 VS ช่อง 7  ใน Concept เดียวกัน แต่เลือกจะไม่ใช้วิธีพุ่งชนแย่งเรตติ้งกันเอง เพราะช่อง 3 เวลาออนแอร์ 08.00.-9.30 น. จากนั้นช่อง 7 ค่อยออนแอร์ละครรีรันของตัวเองในเวลา 09:30-11.20 น

เพราะเกมละครรีรันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาละครมาชนกันตรงๆ เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเกมแย่งชิงคนดูเหมือนอย่างในช่วง Prime Time

ช่อง 7 เลือกเวลานี้เพราะต้องการให้คนดูละครรีรันช่อง 3 จบก่อนแล้วค่อยกดรีโมตมาดูละครรีรันที่ช่องตัวเอง

เป้าหมายการใช้สูตรละครรีรัน ช่อง 7 ก็ไม่ต่างจากช่อง 3 และช่องอื่นๆ ที่ต้องการลดต้นทุนทางธุรกิจของตัวเอง 

และแม้ช่อง 7 จะยังเป็นเบอร์ 1 ทุกมิติในธุรกิจทีวีดิจิทัล ทั้งในแง่รายได้, เรตติ้ง และกำไร แต่รู้หรือไม่ว่ากำไรของช่อง 7 เองก็มีแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ในปี 2015 เคยมีกำไร 2,723 ล้านบาท แต่มาในปี 2017 กำไรลดลงเหลือ 1,516 ล้านบาท (ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

สภาวะกำไรที่ลดลงต่อเนื่อง หากใครเป็นเจ้าของธุรกิจก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ทีวีดิจิทัลมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แถมยังถูกสื่อออนไลน์เข้ามาแย่งเรตติ้งและเม็ดเงินโฆษณา

เกมการลดต้นทุนในทุกภาคส่วนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่หลายช่องเลือกทำในเวลานี้

และไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นช่อง One ช่อง GMM 25,  ช่อง 8 และอีกหลายๆ ช่องที่เดินเกมละครรีรันแม้จะมี Content ละครในมือน้อยนิดเมื่อเทียบกับช่อง 3 และ 7 ที่อยู่ในวงการทีวีมานานกว่า 45 ปี

เพราะนี่คือสูตรฮิตที่จะทำให้ช่องต่างๆ ในสนามทีวีดิจิทัล “ลดอาการบาดเจ็บ” ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง 

ลืมบอกอีกอย่าง…ละครรีรันที่มีเรตติ้งเฉลี่ยสูงสุดในปีนี้คือ “บุพเพสันนิวาส” อยู่ที่ 6.2 ชนะละครหลังข่าวของช่อง 3 เอง และช่อง 7 อยู่หลายเรื่อง

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer