ปี 62 รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเติบโตทะลุ 37,000 คัน…ทว่าตลาดรถยนต์ในประเทศคาดหดตัวร้อยละ 2 ถึง 5
- ปี 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลาดรถยนต์ในประเทศจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 18 คิดเป็นยอดขายรถยนต์ถึง 1,030,000คัน โดยในจำนวนนี้พบว่ารถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรถยนต์อีโคคาร์มีแนวโน้มขยายตัวสูงถึงร้อยละ37 ขณะที่รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าคาดว่าจะมียอดขายรวมทุกประเภทเติบโตกว่าร้อยละ 75จากปี 2560
- ส่วนในปี 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศน่าจะกลับเข้าสู่ระดับปกติมากยิ่งขึ้นท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเพิ่มความระมัดระวังดูแลคุณภาพสินเชื่อของบริษัทลีสซิ่งต่างๆส่งผลให้โดยรวมแล้วทั้งปี 2562 ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะหดตัวกว่าร้อยละ 2 ถึง5 จากปี 2561 คิดเป็นยอดขาย 980,000 ถึง 1,010,000 คัน อย่างไรก็ตามรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้ากลับมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปัจจัยบวกทั้งการลงทุนของค่ายรถและนโยบายรัฐที่สนับสนุน ทำให้ยอดขายรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมมีโอกาสเติบโตกว่าร้อยละ76 ถึง 83 จากปี 2560
ปัจจุบันตลาดรถยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ไทยเองก็เช่นกันในฐานะที่เป็นประเทศฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก จึงได้มีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว จนปัจจุบันไทยได้กลายมาเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำตลาดรถยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ในปี 2553 จนถึงปัจจุบันไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาตลาดรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ โดยในปี 2561 ตลาดรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของไทยก็มีการเติบโตที่โดดเด่น และคาดว่าจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในปี 2562
ตลาดรถยนต์ในประเทศปี 61…อีโคคาร์และรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเติบโตโดดเด่น
ตั้งแต่ต้นปี 2561 ยอดขายรถยนต์ในประเทศของไทยเดินหน้าเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเกินความคาดหมายของทุกฝ่าย โดยกลุ่มรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถทำตัวเลขยอดขายได้อย่างโดดเด่นต่างจากรถยนต์ในกลุ่มอื่น นำโดยยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ซึ่งขยายตัวถึงกว่าร้อยละ 48 ในช่วง 3 ไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน จากสาเหตุสำคัญ คือ ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ ซึ่งทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 70 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล (ราคาน้ำมันดิบดูไบ) จากเฉลี่ย 53 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรลในปี 2560 จากทิศทางดังกล่าวส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2561 นี้รถยนต์อีโคคาร์มีแนวโน้มจะขยายตัวกว่าร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับปี 2560 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ 171,000 คัน

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
นอกจากรถยนต์อีโคคาร์ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูงแล้ว รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งกำลังอยู่ในกระแสของตลาดโลกอย่างรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคไทยให้ความสนใจและมีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากระดับราคาที่จับต้องได้มากขึ้นจากการสนับสนุนของภาครัฐในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เอื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น และภาพลักษณ์ของรถยนต์ที่อยู่ในกระแสของโลก ทำให้ตลาดรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเมื่อจบปี 2561 นี้ ยอดขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอาจจะมีจำนวนสูงกว่า 21,000 คัน หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 75 จากปี 2560 โดยงาน Motor Expo 2018 ครั้งที่ 35 นี้เป็นอีกปัจจัยเร่งหนึ่งที่สำคัญ ทั้งนี้ อาจแบ่งประเภทของรถเป็นยอดขายรถยนต์ไฮบริดประมาณ 12,200 คัน ขยายตัวร้อยละ 270 ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 8,745 คัน ขยายตัวร้อยละ 1 และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ 55 คัน ขยายตัวร้อยละ 104
เมื่อผนวกเข้ากับการเติบโตของรถยนต์ประเภทอื่นๆโดยเฉพาะรถยนต์อเนกประสงค์ SUVที่เติบโตได้อย่างดีตลอดทั้งปีจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นที่นิยมของตลาด ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยปี2561 นี้น่าจะขยายตัวสูงประมาณร้อยละ 18 คิดเป็นตัวเลขยอดขายสูงถึงประมาณ1,030,000 คัน โดยครั้งนี้ยอดขายรถยนต์ได้ทะยานกลับขึ้นไปอยู่ที่ระดับล้านคันอีกครั้งหลังจากที่เคยทำได้เหนือระดับล้านคันในช่วงปี 2555 ถึง 2556 จากผลของโครงการรถยนต์คันแรกเนื่องจากมีหลายปัจจัยบวกที่เข้ามา เช่น การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและการเปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่นพร้อมโปรโมชั่นการตลาดที่จูงใจ รวมถึงรถยนต์ในโครงการรถคันแรกชุดสุดท้ายถึงกำหนดครบ5 ปี เป็นต้น
ปี 62…การเดินหน้าลงทุนของค่ายรถ และนโยบายรัฐ ผลักดันตลาดรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า
อนึ่ง เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2562 รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า คาดว่าจะยังเป็นประเภทรถยนต์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดรถยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงเช่นเดียวกับปี 2561 แล้วนั้น ยังมีปัจจัยหลักอื่นที่สำคัญอีก 2 ปัจจัย คือ การเดินหน้าลงทุนของค่ายรถยนต์ และนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนให้รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าน่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีในปี 2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- การเดินหน้าลงทุนของค่ายรถ โดยหากนับจนถึงปัจจุบันมีค่ายรถที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าจากบีโอไอ และกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาและศึกษาเพื่อเตรียมยื่นขอส่งเสริมการลงทุนซึ่งจะหมดเขตในสิ้นปี 2561 นี้ พบว่ามีจำนวนมากถึง 8 ค่ายด้วยกัน ดังตารางต่อไปนี้
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอของค่ายรถยนต์ในโครงการรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า

ซึ่งค่ายรถหลายค่ายต่างเร่งเดินหน้าลงทุน และเตรียมเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มที่ใช้พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกมาในปี 2562 อีกหลายรุ่น โดยรถยนต์รุ่นใหม่เหล่านี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตที่ต่ำกว่ารถยนต์รุ่นปกติมาก ทำให้ค่ายรถสามารถตั้งราคาที่ดึงดูดผู้ซื้อได้มากขึ้น
- นโยบายรัฐ ที่พยายามสนับสนุนให้รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าเกิดเป็นรูปธรรมในประเทศเร็วยิ่งขึ้น โดยการผลักดันโครงการรถยนต์อีโคคาร์ให้มีการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ด้วย หรือที่เรียกกันว่า “อีโคอีวี” ทั้งในรูปแบบรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ซึ่งจากนโยบายดังกล่าวนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าน่าจะช่วยกระตุ้นให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเติบโตในไทยเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริด ซึ่งมีความเป็นไปได้ก่อนที่ค่ายรถจะเริ่มนำมาทำตลาดในช่วงแรก จากความพร้อมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และโอกาสในการได้รับการตอบรับจากตลาดที่สูงกว่ารถยนต์อีโคคาร์ประเภทอื่นๆ โดยในกรณีที่รถยนต์โครงการ “อีโคอีวี” ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตเช่นเดียวกับรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น การปรับลดภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่ง ก็คาดว่าค่ายรถอาจสามารถตั้งราคารถยนต์อีโคคาร์ไฮบริดได้ใกล้เคียงโดยอาจสูงกว่าราคารถยนต์รุ่นปกติเล็กน้อย ซึ่งระดับราคารถยนต์ที่ไม่ต่างกันมากนี้ คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สัดส่วนความต้องการรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริดเพิ่มสูงขึ้น และกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดรถยนต์อีโคคาร์ ส่วนรถยนต์อีโคคาร์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์อีโคคาร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อาจจะต้องรอให้ระดับเทคโนโลยีของค่ายรถยนต์ต่างๆมีความพร้อมมากกว่านี้ รวมถึงในเรื่องของราคาแบตเตอรี่ที่ควรจะต้องลดลงอยู่ในระดับที่จับต้องได้มากขึ้น
จากปัจจัยต่างๆดังกล่าว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ายอดขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศของไทยอาจจะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นไปอีกในปี 2562 โดยน่าจะอยู่ระหว่าง 37,000 ถึง 38,500 คัน หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 76 ถึง 83 จากปี 2560 โดยแบ่งเป็นยอดขายรถยนต์ไฮบริดประมาณ 25,100 ถึง 26,050 คัน หรือขยายตัวร้อยละ 106 ถึง 114 ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 11,500 ถึง 12,000 คัน หรือขยายตัวร้อยละ 32 ถึง 37 และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ 400 ถึง 450 คัน ขยายตัวร้อยละ 627 ถึง 718
อย่างไรก็ตาม แม้รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าจะมีโอกาสเติบโตได้ดี ทว่าสำหรับตลาดรถยนต์โดยรวมในปี 2562 กลับมีแนวโน้มชะลอตัวลง ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเพิ่มความระมัดระวังดูแลคุณภาพสินเชื่อของบริษัทลีสซิ่งต่างๆ ภายหลังจากพบปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ตลาดจะมีปัจจัยบวกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายรถต่างๆ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า และการลงทุนภาครัฐกับภาคเอกชนที่ยังคงมีโอกาสขยายตัว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศโดยรวมปี 2562 น่าจะปรับลดลงไปสู่ระดับ 980,000 ถึง 1,010,000 คัน หรือหดตัวร้อยละ 2 ถึง 5 เมื่อเทียบกับปี 2561 ซึ่งเป็นการปรับกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น หลังจากที่ในปี 2561ยอดขายรถยนต์มีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
คาดการณ์ยอดขายรถยนต์ในประเทศของไทยแยกตามประเภทรถยนต์ปี 2561 และ 2562

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
* คำนวณยอดขายเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน เนื่องจากรถยนต์อีโคคาร์ในปี 2562 ส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในโครงการ “อีโคอีวี”
