จากข่าวสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่เป็นประเด็นในปีที่ผ่าน ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไรบ้าง
ในงานสัมมนา “จับตาเศรษฐกิจและหุ้นปีกุน” ที่ธนาคารกสิกรไทยได้จัดขึ้น ได้ให้ความรู้กับเราว่าทิศทางของเศรษฐกิจโลกและไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร
เรามาอัพเดตกัน
1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดึงเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจกลับคืน
แม้ที่ผ่านมา ธนาคารกลางหสหรัฐฯ และธนาคารกลางโลกมีการอัดฉีดเม็ดเงินเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจโลกหลายระลอกเพื่อให้เศรษฐกิจโลกเดินต่อไปได้
แต่ผลจากการอัดฉีดเข้าระบบคือการเกิดหนี้ในระบบโลกเพิ่มขึ้น
และผลการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจนี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีเสถียรภาพที่สูงขึ้น เกิดอัตราการว่างงานที่ลดต่ำลง และเป็นอัตราการว่างงานที่ลดต่ำลงที่สุดในรอบ 50 ปี
ซึ่งการที่สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นนี้เองทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีนโยบายดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจเดือนละ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดึงเงินกลับมาจากระบบเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาเงินเดอลลาร์ขาดแคลน และประเทศที่เป็นหนี้เงินกู้ จากการกู้เงินในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินดอลลาร์ขาดแคลนได้ในอนาคต
ซึ่งข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทยได้บอกว่า จากมาตรการดึงเงินกลับคืนเข้าระบบจะทำให้ตุรกีกับอินเดียได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะ 2 ประเทศนี้มีการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศสูง โดยเฉพาะหนี้จากเงินสกุลดอลลาร์และยูโร
ไทยกระทบไหม
จากปัญหาด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ ดึงเงินกลับเข้าระบบ นักวิชาการกสิกรไทยให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากนัก เพราะในปัจจุบันประเทศไทยยังมีเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง
2. เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน
ในปีนี้นักวิเคราะห์ธนาคารกสิกรไทยได้มองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อว่าจะถดถอยในอนาคต เนื่องจากตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จะมีการตกต่ำลงตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวออกมา และคาดการณ์จะเห็นได้ชัดในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่การถดถอยนี้เป็นการถดถอยที่ไม่น่ากังวลเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา
ส่วนในโซนยุโรป แม้ GDP เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเริ่มขยายตัวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น แต่เศรษฐกิจของอิตาลียังมีปัญหาด้านการขยายตัวช้ามาก จากการปล่อยสินเชื่อธนาคารซบเซา และหนี้สาธารณะของอิตาลีประมาณ 132% ของ GDP ทั้งหมด และรัฐบาลของอิตาลียังคงไม่ให้ความสำคัญกับมาตรการรัดเข็มขัด
ส่วนเยอรมนีก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัญหานี้มาจากผลกระทบการส่งออกทางภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักอุตสาหกรรมหนึ่งของเยอรมนี
การลดลงด้านการส่งออกรถยนต์ของเยอรมนีนี้ ได้รับผลกระทบจากประเทศจีนที่มีอัตราการบริโภครถยนต์ลดลง และสงครามทางการค้าและกำหนดภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ อัตราความเสี่ยงมาจากความไม่แน่นอนของการเจรจา ในกลุ่ม BREXIT มีการเลื่อนออกไปอีกด้วย
เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างชะลอตัว เหลือเพียง 6.5% จากภาคการผลิตของจีนเริ่มหดตัว จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ยังหาข้อตกลงไม่ได้
ไทยกระทบไหม
ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ทำให้ปลายปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยอยู่ในภาวะกราฟที่หันหัวลดลง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ทำให้เกิดสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศ
และไทยยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการท่องเที่ยว จากเศรษฐกิจจีนที่หดตัวและเงินหยวนที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอการท่องเที่ยว รวมถึงเหตุการณ์เรือล่มในจังหวัดภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยน้อยลง จากความกังวลถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น
3. เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน
นักวิเคราะห์กสิกรไทยได้วิเคราะห์ว่าในปีนี้เศรษฐกิจประเทศไทยจะขยายตัว 4-5% จากการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเป็นหลัก
และการขยายตัวที่ว่านี้มาจากการขยายตัวของสินค้าคงทนอย่าง รถยนต์ เป็นหลัก
ส่วนสินค้าไม่คงทน และสินค้าที่มีราคาจำหน่ายไม่แพง มีการขยายตัวที่ต่ำ
ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดการเขยายตัวที่เหลื่อมล้ำ
เพราะมาจากหนี้สินในครัวเรือน และภาคการเกษตรที่มีการขยายตัวต่ำ
การที่ภาคการเกษตรมีการขยายตัวต่ำมาจากการส่งออกสินค้าการเกษตรที่ประเทศคู่แข่งมีความได้เปรียบจากค่าเงินบาทไทยที่แข็งค่า และทำให้ภาคการเกษตรในไทยซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักในประเทศไทยไม่ขยายตัว
–
