ตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต 2562 กรณีศึกษา บิ๊กซี กับการเติบโตในยุค Digital Disruption

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้วในวันที่ Big C ใช้เงินถึง 3.55 หมื่นล้านบาท เพื่อครอบครองกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย 42 สาขา

เฉลี่ยแล้ว Big C ซื้อ 1 สาขาคาร์ฟูร์ ในเวลานั้นเป็นเงิน 845 ล้านบาท/1 สาขา

จากนั้นผ่านไปไม่นานนักในปี 2017 กลุ่ม คาสิโน กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกประเทศฝรั่งเศส เจ้าของ Big C ในไทยตัดสินใจขายกิจการ Big C ให้กับบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ชื่อย่อคือ BJC) 

เบ็ดเสร็จแล้ว  BJC บริษัทในเครือของ “เสี่ยเจริญ” ต้องใช้เงินไปประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อเป็นเจ้าของ Big C

คำถามถึงดีลประวัติศาสตร์ค้าปลีกในตอนนั้นคือ “คุ้มค่ากับการลงทุน” หรือไม่ กับเงินที่เสี่ยเจริญจ่ายไป?

คุ้มไม่คุ้มคงมีแต่เจ้าของเงินอย่าง “เสี่ยเจริญ” เท่านั้นที่จะตอบได้

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือแนวคิดดีลซื้อ “Big C” ของ “เสี่ยเจริญ” เจ้าของอาณาจักรไทยเบฟฯ ก็ไม่ได้แตกต่างกับ “เจ้าสัวธนินท์” เจ้าของอาณาจักร CP

คือการให้ธุรกิจที่มีอยู่ของตัวเองเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต จนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค

เพราะ Big C สามารถนำไปต่อยอดเป็นช่องทางจัดจำหน่ายอันทรงพลังให้ธุรกิจอื่นๆ ในมือของ “เสี่ยเจริญ” ได้มากมาย

โดยเฉพาะช่องทางจัดจำหน่ายของทั้งสินค้าในบริษัท บอร์ลี่ ยุคเกอร์ อย่างขนม เทสโต้, ปาร์ตี้, โดโซะ เป็นต้น หรือจะเป็นสินค้าในเครือบริษัทไทยเบฟฯ ทั้งเบียร์, สุรา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม, ชาพร้อมดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยในอดีตสินค้าเหล่านี้หากวางขายใน Big C ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในช่องทางจัดจำหน่ายไปให้คนอื่น แต่ปัจจุบันเงินค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็หมุนเวียนอยู่ในบริษัทในเครือของ “เสี่ย เจริญ” อย่าง BJC นั่นเอง

นอกจากช่องทางขายในประเทศที่ทั้ง BJC และไทยเบฟฯ ได้เพิ่มขึ้นมานั่นคือช่องทางการขายไปยังตลาด CLMV

โดยในปี 2018 ที่เพิ่งผ่านไปนั้น Big C ก็ประกาศชัดเจนว่าเตรียมจะเปิดร้านค้าปลีกในรูปแบบของซูเปอร์เซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา 1 สาขา และในลาวอีก 1 สาขา พร้อมกับมีแผนชัดเจนแล้วว่าเตรียมที่จะเปิดอีก 1 สาขาในประเทศมาเลเซีย

ความน่าสนใจคือ…เวลานี้เมื่อธุรกิจค้าปลีกกำลังต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital disruption โดยในกลุ่ม Hypermarket เองก็ “ปรับตัว” ครั้งใหญ่เหมือนกับศูนย์การค้า

Big C นั้นเปิดแพลตฟอร์มขายออนไลน์ทั้งขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ตัวเองและ Application Big C Shopping Online หรือจะเป็นใน Shopee.co.th

แต่ที่น่าสนใจครั้งนี้ก็คือรูปแบบการขยายสาขาได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยสิ้นเชิง แม้ในปี 2018 ที่ผ่านมา Big C จะประกาศทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาทที่จะใช้ทั้งขยายสาขาและรีโนเวตสาขาเก่าๆ ของตัวเองให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม

แต่หากจับตาดูเฉพาะการขยายสาขาของ Big C ต้องบอกว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เพราะในอดีต ยุคที่การซื้อ-ขายออนไลน์ยังไม่ “แจ้งเกิด” อย่างเต็มตัว การขยายสาขาขนาดใหญ่ทั้ง “Big C Super Center” รองลงมาก็คือ “Big C Market” อยู่ในอัตรา 10-15 สาขา/ปี ต่อ 1 แพลตฟอร์ม

แต่ล่าสุดปี 2018 Big C ขนาดใหญ่ Hypermarket เพิ่มขึ้นจากปี 2017 แค่ 7 สาขาและ Big C Market เพิ่มขึ้นแค่ 1 สาขา และที่น่าสนใจหากสังเกต Big C ขนาดใหญ่ที่เปิดใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในห้างนั้นจะเน้นร้านอาหารและมีโรงภาพยนตร์มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด   

ส่วนหนึ่งนอกจากเรื่องที่กลุ่มผู้บริหาร Big C มองว่าสาขาขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในมือ 140 กว่าสาขานั้นน่าจะครอบคลุมพื้นที่พอสมควร

อีกหนึ่งเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้เลยเช่นกันคือการ “ปรับตัว” เพื่ออนาคต เพราะมองว่าสัดส่วนลูกค้าที่จะเข้ามาช้อปปิ้งที่สาขาขนาดใหญ่ในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มลดน้อยลง ซึ่งก็เป็นไปตามเทรนด์ค้าปลีกของโลกที่ผู้บริโภคช้อปออนไลน์มากขึ้นเข้าห้างน้อยลง  

ตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต

Big C ในไทยจะเติบโตสาขาจากตรงไหน?

จากข้อมูลของ BJC เจ้าของ Big C ก็ชัดเจนแล้วว่าจะไปเติบโตร้านขนาดเล็กอย่าง Mini Big C เพราะจากปี 2017 มี 642 สาขา แต่เมื่อถึงปี 2018 Mini Big C มี 783 สาขาเพิ่มขึ้นถึง 141 สาขาเลยทีเดียว

แม้ร้านขนาดเล็กที่เรียก “ร้านสะดวกซื้อ” จะถูก 7-Eleven ปักหมุดไปแล้วถึง 10,953 สาขา แต่ Big C ก็มองว่ายังมีช่องว่างในเรื่องโลเคชั่นที่ตัวเองยังสามารถขยายสาขาได้อยู่

แม้ Brand และความหลากหลายของสินค้าอาหารยังเป็นรอง 7-Eleven อยู่มากพอควร

แต่สิ่งที่ Mini Big C เหนือชั้นกว่าก็คือเรื่องราคาสินค้าที่ถูกกว่า 7- Eleven

อีกทั้งด้วยจำนวนสาขาที่กระจายตามแหล่งชุมชนและท้องถนนซึ่งมีทำเลใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากกว่า Big C สาขาขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเดินไปซื้อสินค้าได้ทันที แถมเปิดบริการ 24 ชั่วโมง การจะกดสั่งสินค้าออนไลน์อาจไม่ใช่ตัวเลือกในการจะซื้อสินค้าในช่วงเวลานั้น

และที่สำคัญที่สุดร้านขนาดเล็กอย่าง Mini Big C การลงทุนต่อ 1 สาขา 1-3 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ แถมยังมีการขายแฟรนไชส์ที่บริษัทไม่ต้องลงทุนเอง

ในขณะที่ Big C ขนาดใหญ่นั้นการลงทุนต่อ 1 สาขา ยังไงก็แตะหลัก 100 ล้านบาทอัพ 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer