‘ทีโอเอ’ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคารและผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นแบบครบวงจรเบอร์หนึ่งของประเทศไทยและก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดผู้ใช้สีปกป้องพื้นผิวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย “ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ โดยทีโอเอได้เข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยการบริหารงานมืออาชีพรุ่นลูก “จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “พงษ์เชิด จามีกรกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ได้เติบโตเคียงข้างมากับทีโอเออย่างยาวนาน จนครบกำหนดวาระเกษียณอายุ
 
ซึ่งหลังจากนี้บริษัทฯ ได้ประกาศผังโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยแต่งตั้ง “ประกรณ์ เมฆจำเริญ” มาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 เป็นต้นไป
โดย นายประกรณ์เผยว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้เข้ามารับไม้ต่อในการบริหารอาณาจักรสี “ทีโอเอ” บริษัทผู้ผลิตสีแห่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ตนพร้อมสานต่อนโยบายที่บริษัทฯ ได้วางรากฐานและตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำตลาดในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งในด้านการสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยให้เติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมกับการรุกขยายไปในตลาดเออีซี ด้วยการสร้างโรงงานฐานผลิตควบคู่กับการทำการตลาด โดยจะใช้ประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถที่ตนคุ้นเคยเป็นอย่างดีในภูมิภาคอาเซียนนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละประเทศ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายของบริษัทฯ
 
 
ด้านนายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า จากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดสีในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และบริการแบบครบวงจร โดยบริษัทฯ มีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน คือ การเพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมสีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้สีให้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร (Decorative Paint and Coating Products) ที่ถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทฯ กว่าร้อยละ 68.4 ของรายได้จากการขาย ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม รับประกันความทนทานนาน 15 ปี, 12 ปี อาทิ ซุปเปอร์ชิลด์ และทีโอเอ ชิลด์ วัน นาโน ตามลำดับ และเกรดปานกลางถึงเกรดอีโคโนมี่ รับประกันความทนทานนาน 8 ปี, 5 ปี เช่น โฟร์ซีซั่นส์และเป็ดหงส์ ตามลำดับ เป็นต้น
รวมถึงการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น (Non-Decorative Paint and Coating Products) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์สีที่มีความทนทานสูง ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวสำหรับงานไม้ ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ และผลิตภัณฑ์นอกเหนือจากสีทาอาคารอื่น โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสายผลิตภัณฑ์ใหม่ (Product Line) สำหรับเครื่องผสมสีอัตโนมัติ (TOA Auto Tinting Machine) ในรุ่น X-Series ที่มีขนาดเล็ก ราคาประหยัดลง แต่ประสิทธิภาพเยี่ยมเทียบเท่าเครื่องขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและรองรับการขยายเมืองไปสู่ในเขตชานเมืองที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2561 บริษัทฯ มีเครื่องผสมสีอัตโนมัติจำนวนทั้งสิ้น 6,581 เครื่อง แบ่งเป็นในประเทศไทยจำนวน 4,428 เครื่อง และในตลาดเออีซีอีกจำนวน 2,153 เครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 9
และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทฯ คือ การมุ่งขยายธุรกิจไปในตลาดสีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่บริษัทฯ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละประเทศ ซึ่งเฟสแรกนั้นคือ การสร้างฐานการผลิตใหม่อีก 3 แห่งตามโรดแมป เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของอัตราการใช้สีที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนสินค้า เพิ่มโอกาสการขยายตัวด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้เติบโตและช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านกลไกการตลาดมากขึ้น สำหรับการสร้างโรงงานผลิตสีแห่งใหม่ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม Kawasan Industri Millenium ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสที่ 2 รวมถึงการจัดตั้งโรงงานใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ซึ่งทำการย้ายมาจากย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และการสร้างโรงงานผลิตสีแห่งที่ 2 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งคาดว่าโรงงานทั้งสองแห่งนี้จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ภายในไตรมาสที่ 3 และ 4  ปี 2562 นี้ตามลำดับ ซึ่งหากโรงงานทั้งสามแห่งดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ คาดว่าภายในปี 2562 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตรวมจำนวน 102 ล้านแกลลอน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 16
 
 
 
ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีโรงงานผลิตสีจำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมทั้งหมด 7 ประเทศ (รวมประเทศไทย) โดยแบ่งเป็นโรงงานผลิตในประเทศไทยถึง 3 แห่ง และมีโรงงานผลิตอีก 7 แห่งในประเทศเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเมียนมา และประเทศกัมพูชา และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ฉาบบาง (Skim Coat) อีกหนึ่งแห่งในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ จากข้อมูล Frost & Sullivan ปี 2559 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคิดเป็นประมาณร้อยละ 13%
สำหรับผลประกอบการประจำปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 16,347 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร 11,181 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 68.4 ของรายได้จากการขายสำหรับผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น จำนวน 4,583 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28 ของรายได้จากการขาย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำนวน 583 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.6 ของรายได้จากการขาย เปรียบเทียบกับปี 2560 โดยรายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 629 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สีทาอาคารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นราคาสินค้าเมื่อต้นปี 2561 รวมถึงปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากปริมาณการขาย ที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์สีที่มีความทนทานสูง (Heavy-Duty Coating) ซึ่งหากพิจารณาในด้านของช่องทางการจัดจำหน่าย รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากทุกช่องทาง โดยหลักจากรายได้จากการขายผ่านช่องทางธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการขายในช่องทางอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักเป็นผลจากลูกค้าโครงการที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่มีจำนวนมากขึ้น และหากพิจารณาจากลูกค้าตามสถานที่ตั้งของลูกค้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายสินค้าให้ลูกค้าในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับรายได้จากการขายในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายในประเทศเวียดนามที่เพิ่มขึ้นด้วย นายจตุภัทร์กล่าว


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน