รูปแบบความสัมพันธ์ในสนามธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินไปแบบคู่ปรับที่ทุกแบรนด์ในสนามต้องขับเคี่ยวกันเพื่อแซงหน้าคว้าส่วนแบ่งที่มากกว่า และครองความเหนือกว่าคู่แข่งให้ได้ ทว่าบางกรณีหากคู่ปรับมีสถานะเป็นคู่ค้าด้วย แต่ละฝ่ายต้องหาจุดสมดุลในความสัมพันธ์ เพื่อกันไม่ให้เทไปข้างใดข้างหนึ่งจนเกินจุดที่รับได้ และบานปลายเป็นความขัดแย้ง เหมือนล่าสุดที่ Spotify หมดความอดทนหลังถูก Apple เอาเปรียบ

ค่าย Music Streaming สัญชาติสวีเดนยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรปสอบสวน Apple โดยอ้างว่าการถูกหัก 30% ทุกครั้งที่ผู้ใช้ซื้อของใน App (In-App Payment) เป็นความเสียเปรียบ เพราะคู่กรณีกำลัง ‘กินรวบ’ สร้างรายได้จากทั้งการเป็นเจ้าของ App Store และ Apple Music  

 

หัวเรือใหญ่ Spotify ออกโรงเอง แต่ Apple ก็ไม่นิ่งเฉย

Daniel Ek ประธานบริหาร (CEO) Spotify ระบุว่า เงื่อนไขดังกล่าวเป็นการจำกัดทางเลือก และส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การใช้ App โดยได้เคยเจรจากับ Apple แล้วในเรื่องนี้เพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าจึงต้องยื่นเรื่องให้สหภาพยุโรปเข้ามาสอบสวน

ซึ่งหากยังทำตามเงื่อนไขนี้ต่อไป จะทำ Spotify มีค่าสมาชิกรายเดือนสูงกว่า Apple ทั้งที่เคยอยู่ที่ 361 บาท มานานและเป็นราคาเดียวกันกับของคู่กรณี

CEO วัย 36 ปี เผยอีกว่าบริษัทในความดูแลกำลังถูกเลือกปฏิบัติ เพราะ App อื่นใน Platform เช่น Uber ไม่ถูกหักแบบนี้ และ Apple ปิดกั้นไม่ให้ Spotify แจ้งข้อมูลนี้ให้ผู้ใช้ได้ทราบ

ด้าน Apple ไม่ยอมถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว โดยตอบโต้ว่า 30% ที่หักมาจาก In-App Payment ไม่ได้กลายมาเป็นรายได้ของบริษัท แต่ถูกนำมาใช้เพื่อให้ Platform นี้ยังใช้งานต่อไปได้ พร้อมกระจายให้กับทีมงาน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของ Spotify จึงเป็นการชี้นำในทางที่ผิด และลืมไปว่าหากไม่ได้ App Store ก็คงไม่ก้าวหน้ามาไกลขนาดนี้   

 

ประเด็นร้อนที่ยังต้องติดตามต่อ

Spotify เปิดตัวเมื่อปี 2008 ขณะที่ตลาด Streaming Music ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และมีคู่แข่งในตลาดไม่มาก ต่างจากตลาดฟังเพลง Online ที่ซื้อเพลงผ่านการ Download ในขณะนั้นกำลังโตสุดๆ โดยเบอร์หนึ่งในตลาดคือ iTune ของ Apple

แต่มาในปัจจุบันกลายเป็น Streaming Music ที่จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จน Apple ต้องเข้ามาร่วมวงด้วยในชื่อ Apple Music ท่ามกลางข้อครหาเอาเปรียบคู่แข่งรายอื่น เพราะมีเป็นทั้งเจ้าของ Platform และ App ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

การที่ Spotify กล้ายื่นเรื่องให้สอบสวน Apple ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์แบบทั้งมิตรและศัตรู (Frenemy) ของทั้งสองฝ่าย เปลี่ยนไปเป็นแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้น ท่ามกลางขยายตัวของตลาด Music Streaming ซึ่งจากการที่ฝ่ายแรกครองส่วนแบ่งลำดับต้นๆ ในตลาดจึงกล้าลุกขึ้นปกป้องผลประโยชน์

ส่วนฝ่ายหลังกำลังปรับแผนธุรกิจ หันมาเน้นด้าน Content และบริการต่างๆ ใน App Store มากขึ้น หลังยอดขาย iPhone ลดลง

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายคงพยายามหาจุดลงตัว เพราะ Spotify ยังต้องพึ่งพา App Store ของ Apple ทั้งในฐานะช่องทางเข้าถึง App และแบรนด์ Smartphone รายใหญ่ที่ใช้ฟัง App ในทางตรงกันข้าม Apple คงไม่อยากสู้คดี เหมือน Google ที่ถูกคณะกรรมาธิการยุโรปสั่งปรับเป็นเงินมหาศาล จากความผิดในคดีผูกขาดทางการค้า/cnn, cnbc, techcrunch

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer