เปิดแผนธุรกิจโลจิสติกส์ SCG ขอเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก

 

ธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งรูปแบบ B2B B2C และ B2C มีมูลค่ารวมกันมากกว่าล้านล้านบาท เติบโตตาม GDP ของประเทศ เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง

โดยธุรกิจรูปแบบ B2B เป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่าล้านล้านบาท แบ่งเป็นการขนส่งของผู้ผลิตสินค้าเองน้อยกว่า 50% ของตลาดและธุรกิจรับขนส่งรูปแบบ เอาท์ซอร์ซ เช่นเอสซีจี เอสเพรส, นิ่ม ซี่ เส็ง และอื่นๆ มากกว่า 50% ซึ่งธุรกิจโลจิสติกส์แบบเอาท์ซอร์ซเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงในการให้บริการ และเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโรงงานผู้ผลิตที่เคยขนส่งเองเริ่มหันมาใช้บริการโลจิสติกส์แบบเอาท์ซอร์ซมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ที่ต้องมีทั้งค่าดูแลรักษารถ ค่าน้ำมัน เงินเดือนคนขับ และน้ำมันที่ต้องเสียไปจากการตีรถเปล่ากลับมาโรงงานหลังส่งสินค้าเรียบร้อยแล้ว

ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์รายย่อยแบบ B2C และ C2C ในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 20,000-30,000 ล้านบาท เติบโตดับเบิ้ลดิจิทุกปี ตามการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย และเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงจากคู่แข่งในตลาดมากกว่า 5 รายที่ช่วงชิงการให้บริการจัดส่งพัสดุมากกว่า 1.5 ล้านชิ้นต่อวันด้วยบริการที่เป็นจุดแข็งที่แตกต่างในแต่ละบริษัท

ซึ่งการเติบโตของทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นการเติบโตที่ นิธิ ภัทรโชค Vice President – Building Product and Distribution เอสซีจี ซีเมนต์ ให้ความสนใจและเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับเอสซีจี ใน อนาคตได้เป็นอย่างดี เพราะ เอสซีจี มีให้บริการขนส่งทั้ง 2 รูปแบบ โดย SCG Logistic ให้บริการโลจิสติกส์แบบ B2B ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการมาอย่างยาวนาน และ SCG Express ธุรกิจโลจิสติกส์แบบ B2C และ C2C ที่ร่วมมือกับ Yamato Asia หรือขนส่งแมวดำ ธุรกิจใหม่ที่เปิดให้บริการต้นปี 2560

โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ของเอสซีจี เติบโต 7% จากปี 2559 ด้วยมูลค่าธุรกิจ 16,000 ล้านบาท ยอดการให้บริการ 1.7 ล้านเที่ยว และยอดขนส่งสินค้า 3.6 ล้านตัน ส่วนในปีนี้ นิธิ ตั้งเป้าการเติบโต 10% ด้วยรายได้ 17,000 ล้านบาท

สู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทั้งไทยและเอเซียน

การเป็นธุรกิจหลักของเอสซีจีอีก 1 ขาของเอสซีจีได้นั้น การุกตลาดเพียงในประเทศอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนี้

โดยในปีนี้ นิธิ ได้มองเห็นโอกาสที่น่าสนใจในตลาดโลจิสติกส์ 3 ด้านได้แก่

  • Connectivity ของอาเซียน การค้าขายและการขนส่งสินค้าภายในประเทศและข้ามชายแดนระหว่างประเทศที่มีความชัดเจนอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
  • โครงการ One Belt, One Road ถนนสายไหมในศตวรรษที่ 21 ที่เริ่มต้นจากจีนเพื่อขยายเส้นทางการค้าทั้งทางบก และทางเรือสู่ 3 ทวีป โดยปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมโครงการมากกว่า 30 ประเทศ จากการมองเห็นผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน
  • Digital Transformation และ Digital Commerce ที่เข้ามาปฏิวัติการค้าขายสู่โลกออนไลน์ ที่ต้องพึ่งโลจิสติกส์จำนวนมากในการส่งมอบสินค้าจากผู้ขายสู่ผู้ซื้อ

และโอกาสที่น่าสนใจทั้ง 3 ประการนี้ได้กลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด 6 ประการให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ของเอสซีจีในการขับเคลื่อนธุรกิจได้แก่

  1. Total Logistic Solution Provider ให้บริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Supplier ไปจนถึง Warehouse และร้านค้า มีการนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการให้บริการ การควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน และครอบคลุมทั่วประเทศ
  2. Regional Logistics Solution ปรับการให้บริการโลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศที่เอสซีจีเข้าไปทำธุรกิจ เช่น เวียดนาม เมียนมา ลาว กัมพูชา อินโดนิเซีย และจีน ให้เป็นรูปแบบ cross border ทั้งหมดภายใน 1-2 ปีข้างหน้าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจ
  3. Import Export Service Solution
  4. Nation Wide Service Network โดยในส่วนของโลจิสติกส์รายย่อย SCG Express มีการขยายการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ โดยอาศัยเครือข่ายการให้บริการของธุรกิจ SCG Logisticsจากปลายปี 2560 มีให้บริการ 38 จังหวัดจากการมองเห็นการเติบโตของธุรกิจ SCG Express เติบโต 400% นับตั้งแต่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา และในปลายปีนี้คาดการณ์ธุรกิจ SCG Express  จะเติบโต 300%
  5. Digital Logistic System นำระบบดิจิทัลเข้ามาควบคุมการทำงาน ในระบบหลังบ้าน เพื่อการบริหารรถขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบความเร็วในการขับรถได้แบบเรีลไทม์ พร้อมแจ้งเตือนทันทีเมื่อความเร็วเกินกำหนด และกำลังร่วมกับเอสซีจีเคมิคอลส์พัฒนาระบบตรวจจับตาคนขับรถ ป้องกันการหลับใน
  6. Service Excellence อบรมมารยาทในการขับรถสำหรับคนขับรถบรรทุกส่งสินค้า และมารยาทในการส่งสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง