Mudman มีหลายแบรนด์ทำไมยังขาดทุน ? วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มของ Mudman

ธุรกิจร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและต่อเนื่อง และยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้น ทำให้ภาคธุรกิจร้านอาหารในปีที่ผ่านมาเติบโต แต่เติบโตไม่ดีนัก

มัดแมน” (Mudman) ผู้เล่นรายสำคัญที่มีแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มดังในมือทั้ง Dunkin’ Donuts, Au Bon Pain, Baskin-Robbins, Greyhound Cafe ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

เพราะดูจากภาพรวมรายได้ปีที่ผ่านมา (2561) มีรายได้รวมกว่า 3,200  ล้านบาท แต่ยังขาดทุน 12 ล้านบาท (แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมก็ตาม)

มัดแมนคือใคร

มัดแมน หรือ MM เป็นบริษัทประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company)

ทำธุรกิจหลักคือ ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม แบ่งเป็น

  • ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มภายใต้สิทธิแฟรนไชส์ แบรนด์ Dunkin’ Donuts, Au Bon Pain และ Baskin Robbins
  • ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ Greyhound Cafe, Another-hound Cafe, กินเฮ, เอ็ม คิทเช่น และ Le Grand Vefour

ธุรกิจไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ Greyhound และธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น เพื่อทำธุรกิจในต่างประเทศ

โดยรายได้ของมัดแมนมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มถึง 90%

ปี 2560 Mudman มีรายได้รวม 2,962 ล้านบาท แยกเป็น

-รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2,687 ล้านบาท

-รายได้จากธุรกิจไลฟ์สไตล์ 137 ล้านบาท

-รายได้อื่นๆ 138 ล้านบาท

ขาดทุน 50 ล้านบาท

แต่ละแบรนด์ทำรายได้เท่าไรกันบ้าง

สำรวจข้อมูลแยกตามบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า

สัดส่วนรายได้มากที่สุดในธุรกิจร้านอาหารและเครื่อมดื่มของ “มัดแมน” มาจาก Dunkin’ Donuts แบรนด์โดนัทเจ้าดัง ที่เปิดสาขาแรกในไทยเมื่อปี 2524 เรียกได้ว่าเป็นรายได้มากที่สุด เป็นแกนหลักของบริษัทเลยทีเดียว

เพราะปี 2560 Dunkin’ Donuts มีรายได้ 1,085,418,549 บาท กำไร 45,175,341 บาท

รองลงมาเป็น Au Bon Pain  และเกรย์ฮาวด์คาเฟ่

โดย Au Bon Pain  ร้านเบเกอรี่สัญชาติอเมริกันเช่นเดียวกัน ที่ขายเบเกอรี่ แซนด์วิช สลัด ซุป กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ

ปี 2560 มีรายได้ 710,889,080 บาท กำไร  30,871,238 บาท

ขณะที่ เครือเกรย์ฮาวด์ ที่มีทั้ง Greyhound Cafe, Another-hound Cafe และกินเฮ แบรนด์สัญชาติไทยระดับพรีเมียมที่มีสตอรี่ เติบโตมาเรื่อยๆ จนครอบคลุมสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และอาหาร จับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลาง-สูงที่ตั้งใจจะพาตัวเองไปเป็น Global Brand

ปี 2560 เกรย์ฮาวด์คาเฟ่ มีรายได้ 920,625,691 บาท กำไร 58,074,291 บาท

ขณะที่เกรย์ฮาวด์ในฝั่งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น มีรายได้ 173,854,936 บาท ขาดทุน 9,786,564 บาท

และ Baskin-Robbins แบรนด์ไอศกรีมที่มีรสชาติให้เลือกมากกว่า 40 ชนิด ปี 2560 มีรายได้ 110,640,824 บาท ขาดทุน 11,862,051 บาท

จะเห็นว่าตัวเลขแต่ละแบรนด์ในมือมัดแมน ดูจะสดใสเพราะมีกำไร 3 จาก 4 บริษัทย่อย มีเพียง “Baskin-Robbins” แบรนด์ไอศกรีมสัญชาติอเมริกันที่ยังขาดทุนอยู่

แม้จะมี “เกรย์ฮาวด์” เป็นแม่เหล็กดูดลูกค้ากลุ่มบน ที่สร้างรายได้ได้ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ “มัดแมน” ทำกำไรได้อยู่ดี

แล้วถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น…

Marketeer มองว่า

  • เพราะรายได้หลักในพอร์ตของมัดแมนนั้นมาจากธุรกิจภายใต้สิทธิ์แฟรนไชส์ที่ซื้อมาจากต่างประเทศ มุมนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนได้หากบริษัทแม่มาตีตลาดในไทยเอง รวมทั้งเรื่องสัญญาสิทธิ์แฟรนไชส์ด้วย
  • ผู้บริโภคมองเรื่องของ “ราคา” และ ”ความหลากหลาย” ของผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าวัดในตลาดอาหารและเครื่องดื่มถือว่าราคาของแบรนด์ในเครือมัดแมนยังสูงกว่าคู่แข่ง และยังมีความหลากหลายน้อยกว่า ซึ่งกลุ่มคู่แข่งเน้นทำตลาดกับกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง และออกเมนูใหม่ๆ เพื่อชิงเค้กในตลาดมากกว่า
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี
  • การแข่งขันกันเองในอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่มีมากขึ้น มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากมาย รวมทั้งผู้เล่นรายเก่าที่สรรหากลยุทธ์ออกมาสู้กันแบบดุเดือด
  • การลงทุนขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทมีการลงทุนมากจึงทำให้เกิด cost สูง และกว่าจะคืนทุนได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่านอกจาก “Dunkin’ Donuts” จะรีแบรนดิ้งจากแค่ร้านโดนัทเป็น “คอฟฟี่ แอนด์ โดนัท” เพื่อจับกลุ่มลูกค้าคอกาแฟเพิ่มขึ้น

“เกรย์ฮาวด์” เองก็มีการปรับโมเดลรุกแผนธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาต่างประเทศ ที่ปัจจุบันมีสาขาต่างประเทศทั้งหมด18 สาขา พร้อมรุกซื้อธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศเข้าพอร์ต

คงต้องดูกันต่อไปว่า “เกรย์ฮาวด์” ที่เป็นสตาร์เด่นของ Mudman และแบรนด์ในเครือหลังจากปรับสูตรทางธุรกิจแล้วจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในเวทีแข่งขันตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีมูลค่า 9.9 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ได้หรือไม่ต้องดูกันต่อไป

 

สำหรับ “เกรย์ฮาวด์” เปิดตัวครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 1980 หรือ 39 ปีก่อน โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์สินค้ากลุ่มแฟชั่น ที่ขาย “สไตล์” และ “ดีไซน์” ที่เป็นเอกลักษณ์

จากนั้นในปี 1997 ต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็น “GREYHOUND CAFÉ” คาเฟ่ที่ขายสตอรี่ และความครีเอทีฟที่มากกว่า “เมนูอาหาร” ในคอนเซ็ปต์ “Simple with Creative Twist” เปิดสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม

และขยายสาขา GREYHOUND CAFÉ ต่อทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งแตกไลน์ธุรกิจอาหารในเครือภายใต้บริษัท เกรย์ฮาวด์คาเฟ่ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

สำหรับ Greyhound Café / Another-Hound Cafe มีสาขาทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งหมด 38 สาขา ประกอบไปด้วย

Greyhound Café / Another-Hound café / Kin+Hey ในประเทศ 20 สาขา

และร้าน Greyhound Café สาขาในต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และอังกฤษ รวมทั้งหมด 18 สาขา

———–

ล่าสุด “มัดแมน” แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้ไตรมาส 1/2562 759 ล้านบาท

เติบโตลดลงจากไตรมาส 1/2561 5.8 % ที่มีรายได้ 806 ล้านบาท

โดยไตรมาส 1/2562 ขาดทุน 9 ล้านบาท

มีปัจจัยสำคัญคือ สภาพเศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง และการแข่งขันในตลาดที่สูง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer