NB IoT Insurtech วิเคราะห์ตลาดธุรกิจประกันภัยผ่านนวัตกรรมที่เกิดจากการร่วมมือของ เอไอเอส และ ไทยวิวัฒน์

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 เอไอเอส จับมือกับประกันภัยไทยวิวัฒน์ เปิดตัว Usage Based Insurance (UBI) ครั้งแรกของโลกในธุรกิจประกัน

UBI  เป็นดีไวซ์หน้าตาคล้ายกับ USB ให้ผู้ใช้เสียบเพื่อใช้งานในรถยนต์ โดยเทคโนโลยีนี้ได้ฝังเทคโนโลยี NB-IoT ที่สามารถติดตามข้อมูลการใช้รถของลูกค้าประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้สะดวกขึ้น

 

และทำไมไทยวิวัฒน์ถึงจับมือกับเอไอเอสในการร่วมมือครั้งนี้

ในมุมของเอไอเอสการจับมือครั้งนี้มีเหตุผลที่สำคัญคือ

1. เอไอเอสได้ Use Case ในการนำเทคโนโลยี NB IoT ไปใช้งานจริงเพิ่มขึ้น

เพราะในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เอไอเอสให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี NB IoT (Narrowband Internet of Things) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้อุปกรณ์ที่ฝังเทคโนโลยีนี้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 4G และ 5G ที่จะมาในอนาคตได้โดยไม่ต้องใช้ซิมการ์ด

และเทคโนโลยีนี้ยังมีจุดเด่นคือการประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถประยุกต์การใช้งานในรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย

2. สร้างรายได้ในส่วน AIS Business เพิ่มขึ้น

ในปีนี้เป้าหมายของ AIS ในกลุ่มลูกค้าองค์กร คือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 12% เป็น 15% เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมดของเอไอเอส

ซึ่งการเติบโตด้านสัดส่วนรายได้ทำให้เอไอเอสได้มีการขยายฐานลูกค้าองค์กรไปยังกลุ่มใหม่ๆ

การร่วมมือกับไทยวิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในรายได้ของ AIS Business ในการเป็นผู้พัฒนาโซลูชั่น UBI ทั้งระบบให้ไทยวิวัฒน์ได้ใช้งาน

การจับมือกับไทยวิวัฒน์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการจับมือในรูปแบบ exclusive ทำให้เอไอเอสสามารถเปิดรับพาร์ตเนอร์ในธุรกิจประกันให้พัฒนาโซลูชั่น UBI ให้กับธุรกิจประกันอื่นๆ ไปใช้งานได้อีกด้วย

 

ส่วนไทยวิวัฒน์การร่วมมือครั้งนี้หมายถึง
1. อุดจุดบอดในการให้บริการประกันรถเติมเงิน

ในปี 2559 ไทยวิวัฒน์นำเทคโนโลยีมาสร้างจุดต่างให้กับธุรกิจด้วยการเปิดตัว ประกันรถเติมเงิน ที่ให้ผู้ใช้จ่ายประกันตามรถยนต์การใช้งานจริง

โดยผู้ซื้อประกันจะซื้อประกันเป็นรายชั่วโมงผ่านแอปไทยวิวัฒน์ ซึ่งเป็นโมเดลการคิดค่าบริการคล้ายๆ กับโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน

การทำประกันในรูปแบบนี้ได้กลายเป็นเกมที่สร้างจุดต่าง และทำให้เจ้าของรถยนต์รู้จักแบรนด์ไทยวิวัฒน์มากขึ้น

และลองเลือกที่จะทำประกันในรูปแบบนี้แทนประกันแบบเดิมๆ เพราะผู้บริหารไทยวิวัฒน์ได้บอกว่า การทำประกันรูปแบบนี้ผู้ทำประกันจะลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40% โดยเฉพาะผู้ใช้งานรถยนต์เฉลี่ยต่อวันไม่ถึง 4 ชั่วโมง

ทำให้ในปัจจุบันไทยวิวัฒน์มีฐานลูกค้าที่ทำประกันเปิด-ปิดมากกว่า 1 แสนราย จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้เพียงหลักหมื่นเท่านั้น

แม้คอนเซ็ปต์ดี ยอดผู้ใช้เติบโต แต่การทำธุรกิจผ่านบริการนี้ยังถือว่ามีจุดบอดในด้านการใช้งานอยู่มาก เพราะในเฟสแรกของการให้บริการ ผู้ใช้งานจะต้องเปิดแอปเพื่อกดรับความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุเมื่อมีการสตาร์ทเครื่องใช้งานรถยนต์ และต้องกดปิดแอปทุกครั้งเมื่อดับเครื่องจอด เพื่อไม่ให้ไทยวิวัฒน์เก็บค่าชั่วโมงในการประกันต่อ

ซึ่งเฟสนี้ได้สร้างปัญหากับผู้ใช้งานคือ ผู้ใช้งานลืมเปิดและปิดเมื่อมีการใช้รถ ซึ่งทำให้ไม่เกิดการคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือลืมปิดเมื่อเลิกใช้รถจนชั่วโมงประกันที่ซื้อหมดไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ส่วนเฟสสองในปี 2560 ได้เปลี่ยนไปใช้ดีไวซ์ติดอยู่ในรถ โดยดีไวซ์นี้เชื่อมต่อการใช้งานกับแอปไทยวิวัฒน์บนมือถือผ่านเทคโนโลยี “TBeacon” เมื่อสตาร์ทรถดีไวซ์จะต่อกับแอปมือถือทันที ในกรณีที่มือถือมีการเปิดบลูทูธไว้ และถ้าผู้ขับลืมเปิดบลูทูธ หรือลืมมือถือไว้ประกันจะไม่คุ้มครองโดยปริยาย

การร่วมมือในครั้งนี้ไทยวิวัฒน์ได้ใช้เทคโนโลยี และโซลูชั่น UBI ที่เอไอเอสพัฒนาเพื่อให้บริการกับลูกค้าที่ซื้อประกันเติมเงิน เพื่อลด Pain Point ในการใช้งานให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับชั่วโมงประกันที่ซื้อไปได้ทันทีหลังจากที่สตาร์ทรถและหยุดการเชื่อมต่อกับชั่วโมงประกันที่ซื้อไว้ทันทีเมื่อดับเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับมือถือให้วุ่นวายทุกครั้ง

เพราะระบบนี้ NB IoT ที่อยู่ในดีไวซ์ UBI จะทำงานโดยใช้ไฟในรถยนต์ผ่าน USB เมื่อสตาร์ทรถไฟในรถยนต์ทำงาน NB IoT จะส่งสัญญาณการเปิดใช้งานประกันไปยังส่วนกลางของไทยวิวัฒน์ทันที และจะปิดลงหลังจากดับเครื่องยนต์ทันที ซึ่งระบบนี้ทำให้ลูกค้าไทยวิวัฒน์ใช้งานได้สะดวกขึ้น

โดยไทยวิวัฒน์จะแถม UBI ให้กับลูกค้าที่ซื้อประกันแบบเติมเงินที่ซื้อชั่วโมงประกัน ต้องทำสัญญาเป็นลูกค้าติดต่อกัน 4 เดือนขึ้นไป เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบาย และรู้สึกถึงค่าบริการประกันที่ถูกกว่าประกันแบบรายปีที่ผู้ให้บริการอื่นๆ ให้บริการ

โดยในปีนี้ไทยวิวัฒน์ได้คาดการณ์ว่า ประกันเติมเงินจะกลายเป็นประกันหลักที่สร้างรายได้ให้กับไทยวิวัฒน์ ที่จะดึงลูกค้าที่ยกเลิกการต่อประกันรถยนต์ภาคสมัครใจเพราะมองว่ามีราคาสูงให้กลับมาทำประกันอีกครั้งหนึ่ง

 

2. ต่อยอดการบริการกับเอไอเอสในรูปแบบอื่นๆ

การจับมือกับเอไอเอสในการเปิดตัว UBI ไทยวิวัฒน์ยังคาดหวังว่าจะต่อยอดความร่วมมือไปยังบริการอื่นๆ เช่นบริการประกันการเดินทางเปิด-ปิด

รวมถึงการให้เอไอเอสเป็นตัวแทนจำหน่ายประกันให้กับไทยวิวัฒน์อีกช่องทางหนึ่ง

 

 

ธุรกิจประกันภาคสมัครใจรายได้กินส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งของประกันวินาศภัย

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 51% (118,870.55 ล้านบาท)

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล 13% 

ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด11%

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ 8% 

ประกันภัยเบ็ดเตล็ด 7% 

ประกันสุขภาพ 4%

ประกันอัคคีภัย 4% 

ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง และประกันภัยตัวเรือและเครื่องจักร 2% 

ที่มา: สมาคมวินาศภัยไทย อ้างอิงในปี 2561

 

ทั้งนี้ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์ ชื่อ ไทยวิวัฒน์ ถือเป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดไม่ติด Top 10 ของตลาดประกันรถภาคสมัครใจ

เพราะตลาดนี้ตามข้อมูลจากสมาคมประกันวินาศภัย พบว่าผู้นำตลาดยังคงเป็นวิริยะประกันภัย กินส่วนแบ่งตลาดมากถึง 25.96% รองลงมา ได้แก่ สินมั่นคงประกันภัย และประกันคุ้มภัย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 6.99% และ 6.31% ตามลำดับ จากมูลค่าธุรกิจประกันภัยภาคสมัครใจที่มีอยู่ทั้งสิ้น 18,063.10 ล้านบาทในปี 2561

จะเห็นได้ว่าผู้นำตลาดอันดับหนึ่งอย่างวิริยะประกันภัย มีสัดส่วนทิ้งห่างผู้นำอันดับสองอย่างไม่เห็นฝุ่น

สิ่งที่เป็นเช่นนั้นมาจาก Brand Awareness ของวิริยะที่มีมานาน จากการทำตลาด การบริการ อู่ซ่อม และการวางตัวเองเป็นไฮแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ที่พอมีกำลังทรัพย์ให้เลือกวิริยะแทนประกันอื่นๆ  พร้อมกับการแนะนำกันปากต่อปาก

ถึงแม้ว่าวิริยะจะเป็นผู้นำตลาด แต่ธุรกิจนี้ยังเป็นตลาดที่สามารถเติบโตได้อีกมาก จากจำนวนรถในประเทศไทยที่มีการเติบโตขึ้นในทุกๆ ปี โดยในปีนี้โตโยต้าได้คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนรถใหม่ป้ายแดงในตลาดถึง 1 ล้านคัน ใกล้เคียงกับทุกๆ ปี จากครึ่งปีแรก ที่มียอดจำหน่าย 523,770 คัน

แม้รถยนต์จะขายดีแต่ข้อมูลจากไทยวิวัฒน์พบว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มีสัดส่วนผู้ทำประกันเพียง 30% ของรถยนต์ทั้งหมดในประเทศเท่านั้น

ซึ่งการทำประกันภัยภาคสมัครใจนี้ ที่มีผู้ทำประกันในสัดส่วนที่น้อย มาจากราคาค่าบริการที่ค่อนข้างสูงทำให้เจ้าของรถบางคนมองว่าไม่มีความจำเป็นในการทำประกัน และยกเลิกการทำประกันไปเมื่อหมดค่างวดผ่อนรถ

อุปสรรคเหล่านี้ได้กลายเป็นโอกาสที่ไทยวิวัฒน์มองว่าจะสามารถพาตัวเองค่อยๆ ไต่อันดับขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในอันดับต้นๆ ได้

ถ้ารู้จักหาเหลี่ยมหามุมในการเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของรถ

แม้ประกันภัยไทยวิวัฒน์จะอยู่ในตลาดมานาน แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน จะเห็นได้ว่าไทยวิวัฒน์ได้พาตัวเองไต่อันดับประกันภาคสมัครใจอย่างต่อเนื่อง จากการนำเทคโนโลยีมาสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

อย่างเช่นประกันรถแบบเติมเงิน ประกันการเดินทางเปิด-ปิด ที่คิดค่าประกันตามวันที่เดินทางจริง รวมถึงประกันสุขภาพที่ลดค่าบริการเมื่อผู้ทำประกันมีการออกกำลังกายตามโควตาที่กำหนด

ทำให้ในปัจจุบันไทยวิวัฒน์สามารถขึ้นมาเป็นประกันอันดับที่ 11 ในตลาด จากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ 14 ของตารางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

และยังสามารถรู้จักลูกค้าผ่านดาต้าเบสที่เก็บได้จากการให้บริการประกันในรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นดาต้าเบสที่อินไซด์จากพฤติกรรมการใช้งานและสถานที่ต่างๆ ที่ลูกค้าได้เดินทางไปจริง

เพราะในโลกการแข่งขันยุคใหม่ การรู้จักดาต้าเบสลูกค้าและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างน่าสนใจอาจทำให้เกมการแข่งขันเปลี่ยนไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer