สาธารณสุขชี้ คนไทยตรวจสุขภาพแค่ปีละ 2% แถมตรวจมากเกินจำเป็นอีกเพียบ!

“การตรวจสุขภาพ” เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกเพศและทุกวัย แต่คนไทยทั้งประเทศที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ ในแต่ละปี มีเพียงแค่ 2% เท่านั้น และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีความเข้าใจผิดๆ ว่า การตรวจสุขภาพ มีไว้เพื่อค้นหาโรคร้ายและอาการที่ไม่ปกติ”

ตามความจริงแล้ว เป้าหมายของการตรวจสุขภาพคือ เป็นการตรวจเพื่อส่งเสริมสุขภาพในบุคคลปกติ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงหรือภาวะผิดปกติ พูดง่ายๆ ว่า ใช้เป็นตัวช่วยในการวางแผนป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ในกรณีที่ตรวจพบโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย

 

เหนืออื่นใด เมื่อเข้าใจผิดว่าตรวจเพื่อค้นหาโรค ทำให้ผู้เข้ารับการตรวจคาดหวังว่าตนจะได้รับการตรวจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด ตรวจแลป เอกซ์เรย์ปอด ตรวจระดับสารบ่งชี้มะเร็ง ตรวจกรดยูริคในเลือด ตรวจเอนไซม์ตับ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง ฯลฯ

ทั้งๆ ที่แต่ละรายการ ล้วนแล้วแต่เป็นการตรวจแบบเหวี่ยงแหเกินความจำเป็นทั้งสิ้น อีกทั้งยังทำให้เจ็บตัว เสียทรัพย์ เสียเวลา เกิดความเครียดและความวิตกกังวลจนเกินเหตุ มิหนำซ้ำ ในหลายรายการตรวจ ยังเสี่ยงต่อการพบผลตรวจลวง ที่ทำให้ต้องโดนชวนให้ตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม หนักเข้าไปอีก

 

คำถามสำคัญก็คือ แล้วตรวจสุขภาพอย่างไร ถึงจะไม่เรียกว่า “ตรวจมากเกินความจำเป็น”?

มาเริ่มกันที่กลุ่มคนวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่มีความเครียดสะสมมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดของการมีปัญหาสุขภาพ จึงเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง โดยการตรวจสุขภาพคนวัยทำงาน ควรเป็นการตรวจเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โดยเฉพาะเกิดในชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว

นอกจากนี้ ควรมีการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโต ภาวะบวม ตรวจสุขภาพช่องปาก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตรวจการได้ยิน ปีละ 1 ครั้ง ตรวจตา ปีละ 1 ครั้ง

ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุกๆ 3 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย Pap’s smear ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี

ทีนี้ก็มาถึงการตรวจสุขภาพสำหรับเด็ก ความจำเป็นอันดับแรกที่ต้องเช็ก คือ “ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “โรคซีด” ซึ่งเด็กทุกคนมีโอกาสเป็นได้ โดยสถิติพบว่า ในเด็กไทย 100 คน จะตรวจพบโรคโลหิตจางสูงถึง 30 คน

ผลกระทบที่จะเกิดจากการเป็นโรคซีดก็คือ เด็กจะอ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ พัฒนาการล่าช้า จิตใจและพฤติกรรมเซื่องซึม ไม่อยากอาหาร ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต มีปัญหาด้านการเรียน ขาดความสนใจและสมาธิในการเรียน สติปัญญาด้อยลง ไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ ผลการเรียนแย่ลง

ดังนั้น เด็กๆ จึงได้รับการเจาะเลือดตรวจ เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด 2 ครั้งในเพศชายและหญิง ครั้งที่ 1 ช่วงอายุ 6 – 9 เดือน, ครั้งที่ 2 ช่วงอายุ 3 – 6 ปี ส่วนครั้งที่ 3 ตรวจเฉพาะเพศหญิง ช่วงอายุ 11 – 18 ปี

นอกจากนี้ สำหรับเด็กๆ ยังมีอีกสิ่งที่ “จำเป็น” ต้องตรวจ นั่นก็คือ “การได้ยิน” ซึ่งจากสถิติ พบว่า ในจำนวนเด็กแรกเกิดทุกๆ 1 พันคน มีเด็กที่ถูกตรวจพบว่ามีความบกพร่องทางการได้ยินประมาณ 1 ถึง 3 คน ซึ่งอาจส่งผลให้หูพิการได้

โดยทั่วไป การตรวจ “การได้ยิน” นั้น สามารถที่จะตรวจได้ทันทีภายใน 15 นาทีนับจากแรกเกิด เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร จะทำให้เด็กได้รับการรักษาและฟื้นฟูการได้ยินอย่างเหมาะสม ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการและสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป

และสุดท้าย กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดอีกกลุ่มก็คือ “ผู้สูงอายุ” ซึ่งมีความเสี่ยงมากต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยที่ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 2 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวาน จะเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

การตรวจคัดกรองเบาหวานนั้น ทำได้ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากไปรับบริการตามสถานบริการทางการแพทย์ของรัฐ และไม่จำเป็นต้องรอตรวจตอนที่อายุมาก เพราะสามารถมาตรวจได้ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาโรคเบาหวานทุก 3 ปี

ขณะที่โรคความดันโลหิตสูง ก็ควรตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละครั้ง ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้อย่างเป็นสุข ลดการใช้ยา ลดค่าใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว

 

จะเห็นใช่ไหมว่า แต่ละวัยก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และถ้าไม่มีความผิดปกติรุนแรงอะไร ก็ตรวจเท่าที่แนะนำว่าจำเป็น ไม่เสียทั้งทรัพย์และเวลาโดยใช่เหตุ และที่ดีไปกว่านั้น สปสช. หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังมีการรองรับการตรวจสุขภาพฟรี ผ่านโครงการประกันสังคมสำหรับผู้ทำงานประจำ รวมไปจนถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่เอื้ออำนวยต่อกลุ่มอาชีพนอกระบบ ซึ่งทั้งหมด สามารถติดต่อและเข้ารับการตรวจฟรีที่สถานพยาบาลใกล้บ้านที่ท่านสะดวก

ทั้งนี้ ท่านสามารถตรวจสอบรายการตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ที่ www.healthcheckup.in.th ซึ่งนอกจากจะมีแบบทดสอบให้ทำแล้ว ยังมีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลการทำแบบทดสอบของตัวคุณเองอีกด้วย

 

** ข้อมูลจาก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ สสส. **