แคมเปญสิ่งเล็กๆที่สร้างลูก 4 คลิป 1 เมสเสจ พลังจากเสียงตอบรับ และความสำเร็จของนักการตลาดเพื่อสังคม

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา บนโลกโซเชียลมีกระแสชื่นชมหนังโฆษณา นวัตกรรม (จ๊ะเอ๋), แท็กซี่ (จ๊ะเอ๋), นม (นิทาน) และโจร (นิทาน) 4 คลิปวิดีโอจากแคมเปญ สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก’ ผลงานสสส.ให้เราได้เห็นตลอด เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของ ‘การเล่นจ๊ะเอ๋’ และ ‘การเล่านิทาน’ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่เราทุกคนรู้จักกันดีแต่กลับมองข้าม

โดยหนังโฆษณาทั้งหมดเป็นผลงานจาก Creative Agency : Monday นำโดย พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ และ วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา และ ม่ำ-สุธน เพ็ชรสุวรรณ ผู้กำกับจาก MUM FILMS PRODUCTION โปรดักท์ชันเฮาส์ฝีมือดี ด้วยสไตล์เล่าเรื่อง การหยิบ Point ที่ไม่มีคนสนใจมาเล่าอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ทั้ง 4 คลิปอิมแพ็คกับกลุ่มเป้าหมายอย่างพ่อกับแม่และผู้ปกครองโดยไม่รู้ตัว

และในวันนี้ Marketeer จะมาเจาะลึก ข้อความลับ หรือประเด็นที่หลายคนไม่ได้สังเกต จากเมสเสจของทั้ง 4 คลิป พร้อมเล่าถึงฟีดแบคจากกลุ่มพ่อแม่ผ่านคอมเม้นท์และ engagement ที่ได้รับว่าเป็นอย่างไร

 

ก่อนอื่นขอเล่าที่มาที่ไปให้ฟังคร่าวๆ ก่อนว่า แคมเปญสิ่งเล็กๆที่สร้างลูก’ คือเครื่องมือดูแลลูกยุคใหม่ ที่ทางสสส. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเลี้ยงดูลูกให้กับพ่อแม่ยุค 4G เพราะจากผลสำรวจพบว่า พบการเลี้ยงดูเด็กยุคนี้ 50% ใช้มือถือ-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เลี้ยงเด็กเล็ก ขณะที่ 59% มีหนังสือเด็กในบ้านไม่ถึง 3 เล่ม ซึ่ง “การเล่นจ๊ะเอ๋” และ “การเล่านิทาน” คือ 2 เครื่องมือง่ายๆ ที่สสส. เลือกนำมาสื่อสาร เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กอย่างคาดไม่ถึง

 

การเล่นจ๊ะเอ๋: ล้ำด้วย ‘นวัตกรรม’ จำจดด้วย ‘แท็กซี่’

 

สสส.เปิดตัวด้วยคลิป ‘นวัตกรรม’ ที่มีกูรูสาวแต่งตัวล้ำๆ มานำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยสร้างพัฒนาการให้ลูก ด้วยมู้ดแอนด์โทนที่ใช้เล่าเรื่อง พยายามสื่อถึงความเข้าใจที่ผิดของพ่อแม่ยุคใหม่ที่นิยมใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการเลี้ยงลูก แต่แท้จริงแล้ว การเล่นจ๊ะเอ๋แบบเดิมๆ ด้วย 2 มือเปล่านี่แหละ ที่เป็นเครื่องมือชั้นดีที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นสมองและพัฒนาการเด็กเติบโตแล้ว ยังสร้างรอยยิ้มและพื้นฐานในการสร้างสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย

 

หลังจากที่เปิดตัวเครื่องมือไปแล้ว ‘แท็กซี่’ คือคลิปที่นำข้อมูลเชิงวิชาการมาตอกย้ำและสนับสนุนประเด็นที่ว่า จ๊ะเอ๋ = ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก อย่างไร และวิธีการเล่นจ๊ะเอ๋ในแบบต่างๆ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านไหนบ้าง ซึ่งถ้าจะให้เล่าตรงๆ คงไม่ใช่สสส. ที่สำคัญคงไม่มีใครดูคลิปจนจบ งานนี้เลยเล่าเรื่องวิชาการและศัพท์เทคนิคต่างๆ ผ่านคนธรรมดาๆ อย่างคนขับแท็กซี่และภรรยาที่เป็นแม่บ้าน

แน่นอนว่า หลังจากที่ทั้ง 2 คลิปนี้ ถูก Launch ออกไป ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มพ่อแม่ให้ความสนใจทั้ง 2 คลิปนี้เป็นอย่างมาก สร้าง engagement ผ่านการไลก์ แชร์ และคอมเม้นต์แสดงความคิดเห็นอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น คอมเมนต์จากพ่อและแม่ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในมุมต่างๆ หรือกลับมาเล่าให้ฟังว่าพวกเขาได้เล่นจ๊ะเอ๋กับลูกแล้ว รวมถึงเพื่อนแท็กเพื่อนให้มาดู นั่นหมายความว่า คนดูเข้าถึง เข้าใจ เมสเสจจากสสส. และทั้ง 2 คลิป ยังจุดประกายให้พ่อแม่ยุคนี้หันมาสนใจเรื่องพัฒนาการของลูกมากขึ้นอีกด้วย

 

การอ่าน/เล่านิทาน: ล้อเลียนด้วยคลิป ‘นม’ ขยายความด้วยคลิป ‘โจร’

 

เมื่อปล่อยโฆษณาจ๊ะเอ๋ ทั้ง 2 คลิป จนได้รับฟีดแบคที่ดีจากกลุ่มพ่อแม่แล้ว เพื่อตอกย้ำว่ากิจกรรมง่ายๆ อย่างการอ่านหรือเล่านิทานก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกได้ สสส. ได้ปล่อยหนังโฆษณาที่ชื่อ ‘นม’ ตามมาติดๆ นำเสนอด้วยพลอตเรื่องที่คล้ายคลึง โฆษณานมผง ที่เรามักคุ้นชินภาพของแม่แอบมองลูกเล่นกับสุนัขในสวนหลังบ้าน และในขณะเดียวกันก็ทำให้ตระหนักได้ว่า แม้ว่าตัวหนังสือในนิทานจะไม่มีสรรพคุณ DHA โอเมก้า 3 หรือวิตามิน เหมือนนมผงสำหรับเด็กต่างๆ แต่สามารถให้ความอบอุ่น  ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิแก่เด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างได้จากการบริโภคอาหารเสริม

 

และเพื่อขยายความ พร้อมกับให้คนดูเห็นภาพชัดขึ้นว่า การอ่านหรือเล่านิทานนั้นมันดีต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไร สสส.ส่งคลิป ‘โจร’ มาขยี้เมสเสจนี้ให้ชัดเจนขึ้น เล่าเรื่องแบบสนุกๆ ชี้ให้เห็นตรงๆ เลยว่าการเล่านิทานทำให้เก็ดช่างพูดช่างคิด มีสมาธิ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทักษะเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เมื่อเด็กโตขึ้น เช่นทักษะการเข้าสังคม ทักษะทางอารมณ์ หรือทักษะการแก้ปัญหา

หลังจากทั้ง 2 คลิปนี้ Launch ออกไปได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ได้รับ Feedback ที่ดีจากผู้คนในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นยอดไลก์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์ต่างๆ เช่นเดียวกับคลิปจ๊ะเอ๋ที่บรรดาที่แม่ๆ ทั้งหลายต่างแท็กแม่ๆ ด้วยกันเองมาดูคอนเทนต์นี้

 

เสียงตอบรับของทั้ง 4 คลิปนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพ่อแม่ยุคนี้ใส่ใจที่จะส่งเสริมพัฒนาการลูกอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ยังขาดข้อมูลความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง ทำให้มองข้ามไปว่า สิ่งเล็กๆ หรือกิจกรรมเล็กๆ รอบๆ ตัวเรานี่แหละ ที่เสริมสร้างพัฒนาการลูกได้

และนอกจากจะสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแคมเปญ ผ่านทั้ง 4 คลิปแล้ว สสส. ยังมีเครื่องมือตัวช่วยพ่อแม่ในการประเมิน ติดตามการเจริญเติบโต ส่งเสริมพัฒนาการ และสุขภาพของเด็กวัยแรกเกิดถึงก่อน 6 ขวบ อย่างแอปพลิเคชัน Khunlook ที่สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บ www.khunlook.com รวมถึงคลังข้อมูลความรู้ และข่าวสารต่างๆ ที่ให้พ่อแม่ได้กดติดตาม ที่เพจเฟซบุ๊ก สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก

ซึ่งแคมเปญ “สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก” เครื่องมือ และช่องทางการสื่อสาร อย่างเว็บไซต์  www.khunlook.com หรือ เพจเฟซบุ๊ก สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก รวมถึงความสำเร็จของหนังโฆษณาทั้ง 4 ชิ้น เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่ดีจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างแรงกระตุ้นให้พ่อแม่ผู้ปกครอง เห็นว่าตัวเองนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสิ่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้กับลูก ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน และนำไปสู่การที่เด็กจะมีพัฒนาการสมวัย และมีทักษะชีวิตในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม

นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งของนักการตลาดเพื่อสังคมอย่าง สสส.