ตลาดธุรกิจความงามและเครื่องสำอาง 2019 วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจาก Digital Disruption และทางรอดของธุรกิจที่สร้างความสุขให้ผู้บริโภค

ธุรกิจความงามและเครื่องสำอางเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งของโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยสภาอุตสาหกรรมได้ระบุว่ามียอดขายโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5-6 % ต่อปี

ในขณะที่ในประเทศไทยมีมูลค่ายอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาทในปี 2561 เติบโตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าของตลาดในประเทศ 1.8 แสนล้านบาท และอีก 1.2 แสนล้านบาทเป็นมูลค่าของการส่งออก ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดในบรรดา 10 ประเทศของ AEC  

ในระหว่างวันที่ 19-21 กันยายนปีนี้ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีมหกรรมสินค้าตลาดความงามที่ใหญ่งานหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืองาน “บียอนด์ บิวตี้ อาเซียน แบงค็อก” โดยมีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 500 บริษัท และคาดว่าจะมีผู้ชมงานถึง 16,000 คน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 20%   

แต่ถึงจะไปได้สวยอย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีผลกระทบจากเรื่องของ Digital disruption ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าธุรกิจเครื่องสำอางและความงามจะถูกดิสรัปได้อย่างไร

ธนวัฒน์ เรืองเทพรัชต์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยแฟชั่นแห่งประเทศไทย ได้อธิบายให้ฟังว่าปัจจุบันนี้ผู้บริโภคได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ธุรกิจเครื่องสำอางและความงามได้รับผลกระทบในหลายเรื่อง เช่น 

1. ไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนใจร้อนมากขึ้น ความอดทนน้อยลง ในเรื่องการแต่งหน้า หรือการดูแลตัวเองก็เช่นเดียวกัน จนเกิดเป็นกระแสของคำพูดที่ว่า “ซินเดอเรลล่า เอฟเฟกต์” จากคนใช้กลายเป็นเจ้าหญิงใน 10 นาที ดังนั้น ในเรื่องความสวยก็เช่นเดียวกันที่ทุกคนต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เห็นผลเร็วที่สุด

2. ผู้บริโภคสามารถรับข่าวสารจากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวจริงมากขึ้น ผ่านทางโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือพรีเซนเตอร์อีกต่อไป ทำให้การมีรอยัลตี้ในแบรนด์น้อยลง เปลี่ยนใจไปทดลองแบรนด์อื่นๆ ได้เร็วขึ้น

3. ในโลกออนไลน์เกิดการนำกลยุทธ์ Influencer Marketing แบบรีวิวสินค้ามาใช้ ผ่านทางบล็อกเกอร์ เน็ตไอดอล หรือเซเลบริตี้ เพราะทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น เร็วขึ้น ทำให้แบรนด์เองต้องปรับตัว และคิดมากขึ้นกว่าเดิมในการทำตลาด

4. นวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์บางตัวมีระยะเวลาในการได้รับความนิยมน้อยลง ทอปแบรนด์ในปี 2018 กับทอปแบรนด์ในปี 2019 อาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ดังนั้น คนทำธุรกิจต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

5. ตัวเลขการซื้อผลิตภัณฑ์ความงามผ่านทางออฟไลน์ยังมีสัดส่วนที่สูงถึง 85% ในขณะที่ออนไลน์มีเพียง 15% แต่แนวโน้มการขายทางออนไลน์มีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

6. เทคโนโลยีสามารถทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น สามารถสั่งซื้อเครื่องสำอางได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกยี่ห้อบนโลก

7. เพราะเทคโนโลยีทำให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับบริษัทรับจ้างผลิตครบวงจร โดยผู้ลงทุนอาจจะมีเพียงเงินทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ใช้โอกาสของเครื่องมือต่างๆ ในยุคดิจิทัลทำการตลาด 

การจะรับมือกับการดิสรัปชั่นครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือที่แบรนด์จะสร้างความแตกต่างได้คือ จะต้องเข้าใจผู้บริโภคให้มากที่สุดต้องเข้าใจโจทย์ของลูกค้า ต้องมีคอนเนกชั่นที่ดี และสร้างประสบการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงที่สุดเพื่อให้เขาอยู่กับเรานานที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ตลาดธุรกิจความงามและเครื่องสำอาง ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจเพราะ

1. ทุกคนรักตัวเอง ต้องการให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น

2. การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย Aging Society ทำให้คนกลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่องของความงามและต้องการที่จะหยุดเอาไว้ให้มากที่สุด

3. การเติบโตของ Social Network ที่ทำให้คนต้องการอวดภาพตัวเองในสังคมออนไลน์มากขึ้น

4. สินค้ามีนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น

5. มีช่องทางในการเข้าถึงแบรนด์และเข้าใจในตัวสินค้ามากขึ้น ง่ายขึ้น

6. มีผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสารธรรมชาติที่เน้นในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

7. ช่องทางออนไลน์เป็นตัวกระตุ้นการขายได้เป็นอย่างดี

และที่สำคัญ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแห่งความสุข ที่ทุกคนยังต้องการสวยงาม โดยสถานการณ์รอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือเศรษฐกิจเข้ามากระทบได้น้อยมาก

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer