Mango Tree ทำไมขายดี ? วิเคราะห์กลยุทธ์ร้านอาหารสัญชาติไทยที่กำลังจะขจรไกลในต่างแดน

แม้โคคา สุกี้ จะเป็นต้นกำเนิดของร้านอาหารไทยอย่างแม็งโก้ ทรี

แต่วันนี้ แม็งโก้ทรี กลับมีสาขามากกว่า ด้วยสาขาที่มากถึง 45 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ สัดส่วนรายได้มากถึง 75% ของพอร์ตรายได้ทั้งหมดในธุรกิจโคคา

ส่วนโคคามีเพียง 22 สาขาเท่านั้น

 

 

การเติบโตของแม็งโก้ทรีไม่หมดเท่านั้น เพราะในวันแถลงข่าวประกาศทิศทางธุรกิจ เทรเวอร์ แม็กเคนซี กรรมการผู้จัดการ แม็งโก้ทรี เวิลด์ไวด์ ได้บอกกับเรา สิ้นปีแม็งโก้ทรีจะขยายสาขาเป็น 50 สาขา

และปี 2568 จะพา Mango Tree ขยายสาขาไปมากถึง 100 สาขาทั่วโลก เพื่อให้แม็งโก้ทรีได้กลายเป็นตัวแทนร้านอาหารไทยทั่วโลก

การพาแม็งโก้ทรีขยายไปถึง 100 สาขา ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับร้านอาหารไทย แล้วทำไมแม็งโก้ทรีถึงกลายเป็นธุรกิจเป็นพลังที่สำคัญในการสร้างการเติบโตให้โคคา กรุ๊ป

1. แม็งโก้ทรี เป็นอาหารไทย ที่ขายไลฟ์สไตล์

แม็งโก้ทรี เป็นร้านอาหารไทยแนวไลฟ์สไตล์ จึงเป็นจุดขายที่ดึงดูดคนรับประทานได้ทุกกลุ่ม และประเภทของอาหารมีความหลากหลายกว่าสุกี้ ที่ผู้รับประทานเข้ามารับประทานเฉพาะสุกี้เป็นหลัก

2. โลเคชั่นของแม็งโก้ทรี หลายสาขาเป็นโลเคชั่นที่ดึงดูดลูกค้า

แม็งโก้ทรี มีการวางโลเคชั่นเปิดในสถานที่เป็นแหล่งชมวิวที่สวย อย่างเช่นแม็งโก้ทรี สาขายอดพิมาน ที่เห็นวิววัดอรุณอย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดขายให้กับลูกค้าที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศ ในการรับประทานอาหาร  

และด้วยบรรยากาศที่เชิญชวนให้นั่งรับประทาน ทำให้ลูกค้าที่ชอบดื่มด่ำบรรยากาศเลือกเป็นร้านอันดับแรกๆ ที่จะต้องมารับประทานในช่วงเวลาสำคัญเสมอ

3. ขยายสาขาไปต่างประเทศ ด้วยอาหารไทยที่ไม่ใช่เบญจรงค์

ปัจจุบันแมงโก้ทรีมีสาขาในต่างประเทศมากถึง 13 ประเทศด้วยกัน

ซึ่งการขยายสาขาในต่างประเทศของแม็งโก้ทรี เป็นการจับมือร่วมกันกับพาร์ตเนอร์ในประเทศต่างๆ โดยมีลอนดอนเป็นสาขาแรกที่แม็งโก้ทรีไปเปิดบริการ

การเข้าไปบุกตลาดต่างประเทศได้ใช้ความแตกต่างจากร้านอาหารไทยที่ส่วนใหญ่จะเน้นตกแต่งร้านสไตล์ไทยโบราณ และเสิร์ฟบนจานเบญจรงค์

เป็นการใช้อาหารไทยที่มีความหลากหลายมากกว่าต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน และแกงกะทิสีแดง ที่มีการตกแต่งบรรยากาศร้านและจานสไตล์ร่วมสมัย เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสกับความเป็นไทยในอีกรูปแบบหนึ่งแทน

4. มีหลากโมเดล ราคาหลากระดับ เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

ในปัจจุบันแม็งโก้ทรีมีการแบ่งเซกเมนต์ของร้านอาหารออกเป็น 5 รูปแบบ ในระดับราคาและรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันไป เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมหลากเซกเมนต์ จากเดิมที่แม็งโก้ทรีจะมีเพียงสาขาในรูปแบบภัตตาคารแม็งโก้ทรี ที่ให้บริการอาหารเต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับมิด-ไฮเอนด์เป็นหลัก

โดยร้านอาหารแม็งโก้ทรี 5 รูปแบบประกอบด้วย

1.)Mango Tree Restaurants เป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ

2.)Mango Tree Bistro ร้านอาหารไทยสไตล์แฮงก์เอาต์ นำเสนออาหารไทยที่เหมาะสำหรับการรับประทานพร้อมๆ กับเครื่องดื่ม เพื่อขยายฐานเป้าหมายไปยังกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนๆ

และการเปิดร้านรูปแบบนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ปรับภาพลักษณ์อาหารไทยในต่างประเทศได้ว่าอาหารไทยไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่รับประทานอิ่มเท่านั้น

3.)Mango Tree Café ร้านอาหารในมอลล์ และห้างสรรพสินค้า มีการตกแต่งร้านแต่ละที่ที่สื่อถึงสถานที่ท่องเที่ยวไทย เช่น ทะเลไทย  เพื่อขยายไปยังกลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มครอบครัวที่มารับประทานข้าวร่วมกัน

4.)Mango Tree Kitchen ร้านอาหารที่มีที่นั่งไม่มากนักเน้นจำหน่ายอาหารจานเดี่ยว เช่น ผัดไทย ผัดกะเพรา แต่มีเมนูให้เลือกหลากหลาย โดยเน้นไปที่อาหารจานเดี่ยวเป็นหลัก โดยMango Tree Kitchen ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแหล่งขนส่ง อย่างเช่น สนามบิน สถานีรถไฟ และอื่นๆ

5.)Mango Tree Grab & Go โมเดลใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่แรก โดยโมเดลนี้จะเน้นจำหน่ายอาหารให้ลูกค้าซื้อไปรับประทานที่อื่น โดยไม่มีที่นั่งให้ลูกค้านั่งรับประทาน

โดยเทรเวอร์ แม็กเคนซี ได้วางแผนไว้ว่าโมเดลในรูปแบบนี้จะเป็นโมเดลหลักในการขยายสาขาต่อจากนี้ไป

ซึ่งเทรเวอร์ได้ตั้งเป้าหมายขยายสาขา Grab & Go มากถึง 50% หรือประมาณ 25 สาขา จากสาขาที่เปิดใหม่ทั้งหมด

5. ญี่ปุ่นคือตลาดสำคัญ

ที่ผ่านมาแม็งโก้ทรียึดญี่ปุ่นเป็นหัวหาดหลักสำหรับตลาดต่างประเทศ จากการที่เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน

และคนญี่ปุ่นยังรู้จักอาหารไทยอย่างถ่องแท้มากกว่าประเทศอื่นๆ และยังนิยมรับประทานอาหารไทยนอกบ้านทุกอาทิตย์

ทำให้ที่ผ่านมาโคคากรุ๊ป ได้ไปเปิดสาขาในประเทศญี่ปุ่นถึง 27 สาขา แบ่งเป็นร้านอาหารโคคา 1 สาขา และ 26 สาขาเป็นแม็งโก้ทรี

และการขยายจากนี้ต่อไป เทรเวอร์ยังคงให้ความสำคัญในการขยายสาขาในประเทศญี่ปุ่น โดยไปในจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดหลักมากขึ้นอย่างเช่น ฟูกุโอกะ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี นอกจากญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีความสำคัญที่สุดของแม็งโก้ทรีแล้ว แม็งโก้ทรีก็ยังมีการขยายสาขาไปเปิดตามประเทศต่างๆ ที่ไม่เคยเข้าไปบุกตลาดมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ จากความสำเร็จของแม็งโก้ทรี เทรเวอร์ได้บอกกับเราว่าในอนาคต จะมีการนำความสำเร็จนี้มาปรับใช้กับโคคา ด้วยการปรับกลุ่มร้านอาหารโคคาออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

เพราะเขาต้องการมองเห็นรายได้จากโคคา กรุ๊ป มาจากโคคาและแม็งโก้ทรีฝั่งละ 50%

ซึ่งการเปลี่ยนไปของโคคาจะเป็นอย่างไร พฤศจิกายน 2562 ได้เห็นกัน

 

Marketeer FYI

ทำไมต้องชื่อ 

ร้านแม็งโก้ทรี ถือเป็นร้านลูกของธุรกิจโคคา ที่เกิดจาก พิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ บุตรชายของ ศรีชัย-ปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ ผู้ก่อตั้งร้านอาหารโคคา สุกี้

โดยพิทยามีความคิดที่จะทำธุรกิจอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น ต่อยอดธุรกิจโคคาสุกี้

ระหว่างที่พิทยากำลังคิดชื่อร้านอาหารไทยฟิวชั่น ในบริเวณบ้านเก่าซอยทานตะวัน ถนนสุรวงศ์ ที่เขาจะใช้เปิดร้านอาหารไทยในอนาคต เขาได้เห็นต้นมะม่วง 3 ต้นที่ปลูกอยู่ในบริเวณบ้านหลังนั้น

และต้นมะม่วง 3 ต้น ได้กลายเป็นชื่อร้านอาหาร แม็งโก้ทรี ในปัจจุบัน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline