วงการความสวยความงามมีหนึ่งไอเทมเด็ดที่ทุกคนต่างพูดถึงและตามซื้อหา จนกลายเป็นของมันต้องมี คือ ครีมทาใต้ดวงตาแบรนด์ หิมาลายา (Himalaya) จากประเทศอินเดีย ด้วยผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทำให้ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หิมาลายาในประเทศไทยไม่ได้มีแค่ครีมใต้ตา แต่มีผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่หลากหลายครอบคลุมให้ได้เลือกใช้
ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ คือการเติบโตกว่า 200% ในเวลาเพียง 5 ปี แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้ยอดขาย คือเรื่องราวความเป็นมาและก้าวต่อไปของแบรนด์หิมาลายา นั่นทำให้ Marketeer เดินไปพูดคุยกับ Mr. Jasminder Singh Business Head ของ The Himalaya Drug Company

Himalaya มาจากสมุนไพรธรรมชาติ
“หิมาลายา ก่อตั้งในประเทศอินเดีย เมื่อปี 1930 โดย Mr. M. Manal ที่มีวิสัยทัศน์ต้องการนำศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย ที่เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่เก่าแก่ มาเผยแพร่สู่สังคมในแบบปัจจุบัน สร้างความเชื่อถือและมั่นใจในคุณภาพ โดยผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้พัฒนาแบรนด์หิมาลายาขึ้นมา ในช่วงแรกนั้นเป็นยารักษาโรคหรือเวชภัณฑ์ยาต่างๆ จากนั้นได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ Personal Care ด้วยความที่บริษัทเริ่มต้นจากการผลิตยารักษาโรค ซึ่งต้องมีมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่สูง เรายังได้ใช้มาตรฐานเดียวกันนี้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่นเดียวกัน โดยชื่อหิมาลายานั้นมาจากชื่อภูเขาหิมาลายาหรือที่คนไทยรู้จักในนาม หิมาลัย เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก และสื่อถึงความเป็นธรรมชาติได้ดี”
“เรามีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นอกจากเรื่องคุณภาพแล้วอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาตลอดคือ ความสำคัญเรื่องสัมผัสและความรู้สึก (Touch and Feel) ของผู้บริโภคต่อแบรนด์ เนื่องจากส่วนผสมส่วนใหญ่ที่มาจากธรรมชาติ เราจึงต้องสร้างความประทับใจในเรื่อง Touch and Feel นี้ด้วย”
ปัจจุบันหิมาลายา มี 4 ธุรกิจหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยา (Pharmaceutical care), ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal care), ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก (Baby product) และกลุ่มอาหาร/ยาของสัตว์ (Animal health product) โดยมีสินค้าจำหน่ายอยู่ใน 94 ประเทศทั่วโลก และมีสินค้ากว่า 400 SKU และทุกผลิตภัณฑ์ใช้ชื่อแบรนด์เดียวกันนั่นคือ หิมาลายา (Himalaya)

Himalaya Boutique Store
สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์หิมาลายากลายเป็นกระแสในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นมาจากคนไทยที่นิยมไปแสวงบุญยังพุทธคยา ประเทศอินเดีย และได้รับการบอกเล่าถึงคุณสมบัติของหิมาลายา ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดีในราคาย่อมเยา เมื่อมีคนลองใช้ก็กลายเป็นการบอกเล่าปากต่อปาก จนทำให้หิมาลายากลายเป็นของที่ต้องฝากซื้อเมื่อมีคนมาอินเดีย และเป็นไอเทมเด็ดที่สาวๆ ตามหา
“เราบุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2010 ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลตอบรับจากกระแสครีมทาใต้ตาและลิปบาล์มที่มีมาก่อนนั้น ทำให้คนไทยรู้จักแบรนด์และมีความรู้เรื่องสมุนไพรของอินเดียมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นผลดีต่อการขยายตลาดในประเทศไทย โดยสินค้าที่ขายดีและได้รับความนิยมมากที่สุดในไทยคือ ครีมทาใต้ตา และไทยยังเป็นประเทศที่ครองส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์นี้สูงสุดทั่วโลกอีกด้วย”

เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของหิมาลายาในประเทศไทย Mr. Singh เล่าว่า “เราจะเพิ่มช่องทางกระจายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Personal Care และ Baby Product ให้มากขึ้น ปัจจุบันคนไทยสามารถหาซื้อหิมาลายาได้ในร้านขายยาชั้นนำ, Tops, EVEANDBOY, Boots, Beautrium, Watsons, Pure, Tsuruha, Matsumoto, Lab Pharmacy, iCare, Pharmax, Health up, Save drug, Konvy และ Lazmart เป็นต้น ซึ่งในปีหน้าจะมีการเปิด Himalaya Boutique Store โดยเริ่มต้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ”
“แม้ตอนนี้ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน แต่ยังถือว่าเป็นตลาดใหม่สำหรับหิมาลายา ยังมีโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการรุกไปยัง Supermarket, Hypermarket และ Beauty Store ต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Baby Product ที่เร็วๆ นี้จะมีการเพิ่มไลน์สินค้าให้มากขึ้น ด้วยส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ คุณภาพที่ดี การเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เด็กที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองจากแพทย์ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้บริโภคคนไทยจะยอมรับ Baby Product จากหิมาลายาเช่นกัน”

Mr. Singh ขยายความให้ชัดว่า Baby Product จากหิมาลายานั้นครองใจผู้บริโภคในประเทศอินเดียได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 30-32% ชิงส่วนแบ่งจาก Global Brand เจ้าตลาดที่เคยครองอยู่ถึง 95% เลยทีเดียว จากความเป็น Natural product ที่ได้รับการยอมรับ เมื่อเป็นสินค้าที่เด็กใช้ได้ผู้ใหญ่ก็ย่อมใช้ได้จึงต่อยอดไปสู่สินค้าอื่นๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เขามั่นใจว่า Baby Product จากหิมาลายาจะสามารถครองใจคนไทยได้เช่นกัน
“หิมาลายามีสินค้าที่หลากหลาย ความท้าทายในการเปิดตลาดในต่างประเทศคือการต้องเจอกับคู่แข่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยจุดแข็งของหิมาลายา คือ คุณภาพ ความเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ดีจนเกิดการบอกต่อ ราคาที่เหมาะสมและการมีพันธมิตรที่ดีอย่างบริษัท DKSH ที่ช่วยขยายตลาดในประเทศไทย ทั้งหมดนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์จากหิมาลายาชนะใจผู้บริโภคคนไทยได้” Mr. Singh กล่าวทิ้งท้าย
–
