ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน วงการความสวยความงามมีหนึ่งไอเทมเด็ดที่ทุกคนต่างพูดถึงและตามซื้อหา จนกลายเป็นของมันต้องมี คือ ครีมทาใต้ดวงตาแบรนด์ หิมาลายา (Himalaya) จากประเทศอินเดีย ด้วยผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทำให้ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หิมาลายาในประเทศไทยไม่ได้มีแค่ครีมใต้ตา แต่มีผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่หลากหลายครอบคลุมให้ได้เลือกใช้

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ คือการเติบโตกว่า 200% ในเวลาเพียง 5 ปี แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้ยอดขาย คือเรื่องราวความเป็นมาและก้าวต่อไปของแบรนด์หิมาลายา นั่นทำให้ Marketeer เดินไปพูดคุยกับ Mr. Jasminder Singh Business Head ของ The Himalaya Drug Company

Mr. Jasminder Singh Business Head ของ The Himalaya Drug Company

Himalaya มาจากสมุนไพรธรรมชาติ

“หิมาลายา ก่อตั้งในประเทศอินเดีย เมื่อปี 1930 โดย Mr. M. Manal ที่มีวิสัยทัศน์ต้องการนำศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย ที่เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่เก่าแก่ มาเผยแพร่สู่สังคมในแบบปัจจุบัน สร้างความเชื่อถือและมั่นใจในคุณภาพ  โดยผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้พัฒนาแบรนด์หิมาลายาขึ้นมา ในช่วงแรกนั้นเป็นยารักษาโรคหรือเวชภัณฑ์ยาต่างๆ จากนั้นได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ Personal Care ด้วยความที่บริษัทเริ่มต้นจากการผลิตยารักษาโรค ซึ่งต้องมีมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่สูง เรายังได้ใช้มาตรฐานเดียวกันนี้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่นเดียวกัน โดยชื่อหิมาลายานั้นมาจากชื่อภูเขาหิมาลายาหรือที่คนไทยรู้จักในนาม หิมาลัย เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก และสื่อถึงความเป็นธรรมชาติได้ดี”

“เรามีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นอกจากเรื่องคุณภาพแล้วอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาตลอดคือ ความสำคัญเรื่องสัมผัสและความรู้สึก (Touch and Feel) ของผู้บริโภคต่อแบรนด์ เนื่องจากส่วนผสมส่วนใหญ่ที่มาจากธรรมชาติ เราจึงต้องสร้างความประทับใจในเรื่อง Touch and Feel นี้ด้วย”

ปัจจุบันหิมาลายา มี 4 ธุรกิจหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยา (Pharmaceutical care), ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal care), ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก (Baby product) และกลุ่มอาหาร/ยาของสัตว์ (Animal health product) โดยมีสินค้าจำหน่ายอยู่ใน 94 ประเทศทั่วโลก และมีสินค้ากว่า 400 SKU และทุกผลิตภัณฑ์ใช้ชื่อแบรนด์เดียวกันนั่นคือ หิมาลายา (Himalaya)

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal care)

Himalaya Boutique Store

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์หิมาลายากลายเป็นกระแสในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นมาจากคนไทยที่นิยมไปแสวงบุญยังพุทธคยา ประเทศอินเดีย และได้รับการบอกเล่าถึงคุณสมบัติของหิมาลายา ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดีในราคาย่อมเยา เมื่อมีคนลองใช้ก็กลายเป็นการบอกเล่าปากต่อปาก จนทำให้หิมาลายากลายเป็นของที่ต้องฝากซื้อเมื่อมีคนมาอินเดีย และเป็นไอเทมเด็ดที่สาวๆ ตามหา

“เราบุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2010 ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลตอบรับจากกระแสครีมทาใต้ตาและลิปบาล์มที่มีมาก่อนนั้น ทำให้คนไทยรู้จักแบรนด์และมีความรู้เรื่องสมุนไพรของอินเดียมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นผลดีต่อการขยายตลาดในประเทศไทย โดยสินค้าที่ขายดีและได้รับความนิยมมากที่สุดในไทยคือ ครีมทาใต้ตา และไทยยังเป็นประเทศที่ครองส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์นี้สูงสุดทั่วโลกอีกด้วย”

ครีมทาใต้ดวงตาที่ได้รับความนิยม

เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของหิมาลายาในประเทศไทย Mr. Singh เล่าว่า “เราจะเพิ่มช่องทางกระจายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Personal Care และ Baby Product ให้มากขึ้น  ปัจจุบันคนไทยสามารถหาซื้อหิมาลายาได้ในร้านขายยาชั้นนำ, Tops, EVEANDBOY, Boots, Beautrium, Watsons, Pure, Tsuruha, Matsumoto, Lab Pharmacy, iCare, Pharmax, Health up,  Save drug  เป็นต้น ซึ่งในปีหน้าจะมีการเปิด Himalaya Boutique Store โดยเริ่มต้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ”

“แม้ตอนนี้ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน แต่ยังถือว่าเป็นตลาดใหม่สำหรับหิมาลายา ยังมีโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการรุกไปยัง Supermarket, Hypermarket และ Beauty Store ต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Baby Product ที่เร็วๆ นี้จะมีการเพิ่มไลน์สินค้าให้มากขึ้น ด้วยส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ คุณภาพที่ดี การเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เด็กที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองจากแพทย์ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้บริโภคคนไทยจะยอมรับ Baby Product จากหิมาลายาเช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก (Baby product)

Mr. Singh ขยายความให้ชัดว่า Baby Product จากหิมาลายานั้นครองใจผู้บริโภคในประเทศอินเดียได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 30-32% ชิงส่วนแบ่งจาก Global Brand เจ้าตลาดที่เคยครองอยู่ถึง 95% เลยทีเดียว จากความเป็น Natural product ที่ได้รับการยอมรับ เมื่อเป็นสินค้าที่เด็กใช้ได้ผู้ใหญ่ก็ย่อมใช้ได้จึงต่อยอดไปสู่สินค้าอื่นๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เขามั่นใจว่า Baby Product จากหิมาลายาจะสามารถครองใจคนไทยได้เช่นกัน

“หิมาลายามีสินค้าที่หลากหลาย ความท้าทายในการเปิดตลาดในต่างประเทศคือการต้องเจอกับคู่แข่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยจุดแข็งของหิมาลายา คือ คุณภาพ ความเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ดีจนเกิดการบอกต่อ ราคาที่เหมาะสมและการมีพันธมิตรที่ดีอย่างบริษัท DKSH ที่ช่วยขยายตลาดในประเทศไทย ทั้งหมดนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์จากหิมาลายาชนะใจผู้บริโภคคนไทยได้” Mr. Singh กล่าวทิ้งท้าย

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

LINE it!