จากยุคทองเพลงอัลเทอร์เนทีฟ Bakery Music ถึงวันที่ LOVEiS (ต้อง) เป็นมากกว่าค่ายเพลง

เจ้าพ่อเพลงรัก “บอย โกสิยพงษ์” ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงรักมากมายในวงการ

นอกจากบทบาทนักแต่งเพลง หมวกอีกใบยังเป็น ‘นักธุรกิจ’ ผู้อยู่เบื้องหลังตำนานค่ายเพลงอย่าง “Bakery Music” และ LOVEiS

แต่ธุรกิจเพลง-บริหารศิลปินยุคโน้นกับยุคนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกระแส Digital Disruption

จากยุคตลับ สู่ซีดี-ดีวีดี มาออนไลน์ ยูทูบ มิวสิกสตรีมมิ่ง รวมไปถึงรายได้จากลิขสิทธิ์

การ Disrupt ตัวเองของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Grammy และ RS อาจเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะไซส์องค์กรที่หลายคนมองเห็นและอิมแพคในทางธุรกิจ

ด้าน Grammy ยังคงมีธุรกิจเพลงเป็นหัวใจหลัก โดยไตรมาส 3/62 รายได้จากธุรกิจเพลงคิดเป็น 63% ของรายได้รวม นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจเทรดดิ้ง ธุรกิจภาพยนตร์ (GDH559) และธุรกิจจากการลงทุนในคอนเทนต์อื่นๆ

ส่วน RS ผันหัวใจหลักไปเป็น ‘ขายของ’ ตามภาษาธุรกิจคือ Multi Platform Commerce หรือที่หลายคนสรุปสั้นๆ ว่า อาร์เอสขายครีม โดย “เฮียฮ้อ” คาดการณ์ว่าในอนาคตสัดส่วนรายได้จากธุรกิจคอมเมิร์ซ 60% ขณะที่ธุรกิจเพลงเหลือเพียง 10%

คำถามคือ แล้วค่ายเพลงไซส์เล็กอย่างเลิฟอิสปรับตัวอย่างไร

Marketeer พาย้อนดูตั้งแต่สมัย Bakery Music และวิธีคิดการปรับตัวในวันที่การทำธุรกิจ ‘เพลง’ ไม่มีสูตรเหมือนเคย

จุดเริ่มต้น LOVEiS และวันปิดฉาก Bakery Music

ย้อนไปปี 2537 เป็นปีที่ Bakery Music ถือกำเนิดขึ้นจากผู้ก่อตั้ง 4 คน คือ บอย โกสิยพงษ์, กมล สุโกศล แคลปป์, สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ และ สาลินี ปันยารชุน

จากอดีตที่ตลาดเพลงเป็นการแข่งขันของ 2 ค่ายหลักๆ อย่าง RS และ Grammy แต่เมื่อมี Bakery Music เข้ามาบุกเบิกตลาดเพลง “อัลเทอร์เนทีฟ” ทำให้วงการเพลงมีสีสันมากขึ้น

ศิลปินหน้าใหม่ๆ จากเบเกอรี่ฯ ได้สลัดภาพลักษณ์นักร้องบอยแบรนด์ ไม่จำเป็นต้องเอาหน้าตาเข้าสู้ และไม่จำกัดแนวเพลงแค่ป๊อป-ร็อกอีกต่อไป

ตัวอย่างใหม่ๆ คือ Moderndog, นภ พรชำนิ, Pause กระทั่งโจอี้บอย กับแนวเพลง ‘ฮิปฮอป’ ที่ยังไม่มีใครกรุยทางจนบูมอย่างในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของ ‘บอย โกสิยพงษ์’ ค่อยๆ สั่งสมในฐานะคนเขียนเพลงผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังมากมาย

แต่ในอดีตบริษัทก็ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจเพลงเท่านั้น แต่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในชื่อนิตยสาร Katch และหนังสือวัยรุ่นมังงะแคตซ์

จนปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งเป็นเหมือนตัวกระตุ้นปัญหาเรื้อรังภายใน และภายนอก ไม่ว่าจะเป็น เทปผีซีดีเถื่อน หรือฐานคนฟังที่ไม่มากพอจะสู้กับ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ ในช่วงนั้นทำให้บริษัทขาดทุนถึง 60 ล้านบาท

ปี 2543 บริษัทตัดสินใจควบรวมกิจการเข้ากับ “บีเอ็มจี เอนเตอร์เทนเมนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชียแปซิฟิค” เพื่อตัดปัญหาดังกล่าว ต่อมา บีเอ็มจีฯ ก็ไปควบรวมกับ “โซนี่มิวสิค เอนเตอร์เทนเมนต์” กลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อ “โซนี่บีเอ็มจี มิวสิค เอนเตอร์เทนเมนต์”

จากค่ายเพลงอิสระสู่สถานะบริษัทลูกเครือโซนี่ ทำให้เวลาต่อมาผู้บริหารเบเกอรี่ชุดเดิมตัดสินใจลาออก และบอย โกสิยพงษ์ ตัดสินใจมาทำ “บริษัท เลิฟ อิส จำกัด” (ภายใต้บริษัทลูกของโซนี่) จดทะเบียนตั้งบริษัทในปี 2547 โดยใช้จุดแข็งจากฐานศิลปินหน้าเก่า และปั้นศิลปินหน้าใหม่ออกสู่วงการ

ผลประกอบการ “บริษัท เลิฟ อิส จำกัด”

ปี 2559 รายได้ 59 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้ 57 ล้านบาท กำไร 4.6 ล้านบาท

ปี 2561 รายได้ 48 ล้านบาท กำไร 7.3 ล้านบาท

“LOVEiS Entertainment” ต้องเป็นมากกว่า LOVEiS

เมื่อตัวละครจาก Bakery Music แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่เจ้าพ่อเพลงรักอย่างบอย โกสิยพงษ์ยังคงเส้นทางดนตรีเหมือนเดิม

เหตุผลข้างต้นทำให้เกิดธุรกิจใหม่ภายใต้บริษัท “บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด”

LOVEiS Entertainment เริ่มต้นในปี 2560 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 4 ล้านบาท โดยมีกำลังสำคัญคือ “บอย โกสิยพงษ์” และ “เทพอาจ กวินอนันต์”

ชื่อของบอยอาจไม่แปลกเพราะเป็นที่รู้จักในวงการอยู่แล้ว แต่หัวเรือใหญ่อย่าง “เทพอาจ กวินอนันต์” อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

จิ๊บ-เทพอาจ เข้าเป็นผู้บริหารเลิฟอิสฯ หลังได้รับคำชักชวนจากนภ พรชำนิ หนึ่งในคนสนิทของบอย โกสิยพงษ์ จนทุกวันนี้เขากลายเป็นหัวเรือใหญ่เต็มตัวของเลิฟอิส เอ็นเตอร์เทนเมนต์

ปัจจุบัน จิ๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ เป็นผู้บริหาร เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กับอีกบทบาทคือเป็นประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท บริวเบอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเบียร์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทในเครือรอยัล เกทเวย์ เจ้าของ HOBS (House of Beers)

เหตุผลหนึ่งเพราะ จิ๊บ-เทพอาจ เป็นสปอนเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังวงการเพลง เขาจึงไม่ใช่ใครคนอื่นไกล

อีกส่วนเพราะเจ้าพ่อเพลงรักชอบย้ำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดคือการบริหารธุรกิจ จึงต้องมีไม้ต่อมาดูแลเรื่องนี้ (เพราะก่อนหน้านี้คือ บอย + สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์)

เมื่อนักธุรกิจมาบริหารค่ายเพลง ผลลัพธ์เดิมๆ จึงเปลี่ยนไป

ผลประกอบการ “บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด”

ปี 2560 รายได้ 8.4 ล้านบาท ขาดทุน 5 แสนบาท

ปี 2561 รายได้ 171 ล้านบาท กำไร 9.6 ล้านบาท

เซกเมนต์เพลง

ทีมของ LOVEiS ส่วนใหญ่เป็นทีมเดิมจาก LOVEiS เป็นคนที่อยู่ในวงการ มีประสบการณ์ และทำเพลงเป็นอาชีพอยู่แล้ว

แต่ยุคที่ผู้ฟังมีทางเลือกชัดเจน บริษัทจึงต้องวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้มองเห็น ‘กลุ่มคนฟัง’ ที่ชัดเจน

โฮลี่ ฟอกซ์ (HOLY FOX) แนวเพลงป๊อป/เอสคาเลท (ESCALATE) แนวเพลงสายไอดอล ปั้นศิลปินคนรุ่นใหม่

ลาวองท์การ์ด (L’ AVANT-GARDE) แนวเพลงแจ๊ซ เจาะกลุ่มคนรักและชอบฟังเพลงแจ๊ซ จุดขายคือเสียงดนตรีจริงจังที่ช่วยให้เลือดสูบฉีดในสมองได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยความที่คนฟังแจ๊ซเป็น Niche Market ซึ่งมีฐานคนฟังไม่กว้าง บริษัทจึงทำตลาดด้วยการออกสินค้า ‘ลำโพง’ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น จำนวน 200 เครื่อง ราคาเครื่องละ 25,000 บาท วางขายในงานคอนเสิร์ตดนตรีแจ๊ซ และขายหมดทั้ง 200 เครื่อง

ลาโบ ลาเบล (Labo Label) รวมศิลปินหน้าใหม่ที่มีเอกลักษณ์ฉีกไปจากตลาด โดยมีศิลปินในเซกเมนต์ เช่น Ben Ma More และปันปัน ยีย์ยีย์

จุดขายคือความสดใหม่ เช่นเพลง “สวัสดีค่ะ” ของปันปัน ยีย์ยีย์ ที่เพลงถ่ายทอดกึ่งเสียดสีเรื่องภาษาพูดและภาษาเขียนของคำว่า คะ-ค่ะ ตัวอย่างเช่น “สวัสดีคะ ทานไรยังค่ะ”

แอปฯ Fanster

เพราะ Direction หลังเปลี่ยนมาเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ ในมุมมองของนักธุรกิจอย่าง “เทพอาจ กวินอนันต์” เลยมองว่านอกจากเพลงแล้วต้องมีอย่างอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย

หนึ่งในนั้นคือเปลี่ยนวิธีคิดจากทำเพลงซึ่งเป็นรูปแบบ B2C มาเป็นธุรกิจแบบ B2B เพื่อขยายฐานแฟนคลับ-คนฟัง

บริษัทจึงปรับตัวกับ “MFEC” เพื่อแอปพลิเคชั่น Fanster ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์ม สร้างรายได้จากการโฆษณาและกิจกรรมต่างๆ

ในแพลตฟอร์มจะเป็นคล้ายกับสะพานเชื่อมระหว่างแฟนคลับกับศิลปิน และในแอปฯ สามารถทำ Fan-club Management ได้

เป็นการทำให้ช่องว่างระหว่างศิลปินและแฟนคลับลดน้อยลง และนำมาสู่การอุดหนุนกันมากขึ้น

พลิกโฉมตำนานโรงหนัง “ลิโด้ คอนเนค”

หลังจากที่ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ) ต้องการหาพาร์ตเนอร์มาร่วมพลิกโฉมใหม่ ทาง LOVEiS Entertainment จึงได้รับไม้ต่อร่วมบริษัทโรงภาพยนตร์เก่าแห่งนี้

แต่ดีลครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนมือผู้บริหาร แต่คือการเป็นพาร์ตเนอร์บริการโครงการ “Lido Connect”

สัญญาระยะเวลาเบื้องต้น 5 ปี วางงบประมาณเกือบ 100 ล้านบาท โดยโครงการนี้เลิฟอิสฯ ถือหุ้นประมาณ 70%

สิ่งที่เลิฟอิสฯ เข้ามาทำคือปรับชื่อให้เป็น ลิโด้ คอนเนค (LIDO Connect) รีโนเวตอาการเก่า และเปิดให้บริการเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2562

จากพื้นที่รวมราว 4,000 ตารางเมตร บริษัทเป็นผู้ดูแลพื้นที่ 700 ตารางเมตร โดยเลิฟอิสฯ เป็นผู้ดูแลเรื่องการใช้งานพื้นที่และจัดหาคอนเทนต์ทำกิจกรรมรูปแบบต่างๆ

ภายใต้คอนเซ็ปต์ Change to Unchange เป็นการเชื่อมภาพลักษณ์โรงภาพยนตร์รุ่นเก่า ซึ่ง ‘กลุ่มคนมีอายุ’ อาจจะคุ้นเคยกับภาพลักษณ์เหล่านี้ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นหัวใจหลักก็ต้องจับให้มั่น

การที่เลิฟอิสฯ จับมือกับ PMCU เป็นดีลแบบ win-win เพราะฝ่ายหนึ่งได้พาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลงสถานที่เดิมๆ อีกทั้งยังสร้างรายได้จากพื้นที่ทำเลทองบริเวณสยามซึ่งมีคนรุ่นใหม่เดินอย่างหนาแน่น แต่ก็ไม่ทิ้งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนมีอายุ ขณะที่ฝ่าย PMCU ก็ได้รีแบรนด์ ‘ลิโด’ เดิมมาเป็น ‘ลิโด้ คอนเนค’

เพราะโพสิชั่นคือใหม่คือเป็น ‘พื้นที่สร้างสรรค์’ และพื้นที่ต่อยอดงานความคิดโดยไม่จำกัดรูปแบบ เพื่อให้ตำนานโรงภาพยนตร์กลับมาวิ่งตามทันคนรุ่นใหม่

‘ข้าวฟังเพลง’ หนึ่งในโปรดักส์ของ LIFEiS ธุรกิจเพื่อสังคม

ไอเดียต่อมาคือ ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ ภายใต้ “บริษัท ไลฟ์อีส กรุ๊ป จำกัด”

“ไลฟ์อีส กรุ๊ป” เกิดขึ้นในปี 2560 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท โดยจุดประสงค์ของไลฟ์อีสคือ กิจกรรมหลักสูตรอบรม และหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอน

“ฟื้นฟูสังคมแห่งการเกื้อกูลกัน โดยสร้างสรรค์กิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้กันและกัน” คือคำอธิบายจุดมุ่งหมายของ LIFEiS

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโลกสวย-แต่ LIFEiS ก็เชื่อว่านี่คือสิ่งที่เป็นไปได้

เพราะไลฟ์อีสเริ่มต้นจาก 3 คนที่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทร่วมกันคือ บอย โกสิยพงษ์, ชาตรี ซาบาโด ศรีวิจิตร และนภ พรชำนิ ซึ่งเป็นซีอีโอของบริษัท

รูปแบบธุรกิจจะเน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคน ตั้งแต่เด็กเล็กไปถึงผู้สูงวัย

ดังนั้น รายได้หลักจึงมาจากสปอนเซอร์และค่าตั๋วร่วมอีเวนต์เป็นหลัก ส่วนในระยะยาวบริษัทวางแผนคลาวด์ฟันดิ้ง ระดมทุนให้บริษัทขยายใหญ่กว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังมีการขายข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่ไลฟ์อีสเข้าไปร่วมกับเกษตรกร

แต่ ‘ข้าว’ เหมือนจะธรรมดาเกินไป ถ้าไม่ใส่ลูกเล่น

กิมมิกที่ไลฟ์อีสใช้คือความเป็น Boyd-Nop คือนอกจากจะปลูกข้าวตามขั้นตอน ในกระบวนการปลูกข้าวยังได้ฟัง ‘เพลงรัก’ ของนภ พรชำนิ แทนการใช้ปุ๋ย

เพราะเชื่อว่าเพลงรักแทนปุ๋ยเคมี และข้าว-ชาวนาที่ฟังเพลงรักระหว่างทำงานจะทำให้อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี มีเรี่ยวแรงทำงาน ขณะเดียวกันยังค้นพบว่าการเปิดเพลงนั้นทำให้ข้าวเจริญเติบโตได้อย่างดี

โดยข้าวบอยนภจะจำหน่ายตามฤดูกาล โดยที่ผ่านมามีให้เลือก 2 สายพันธุ์ 3 แบบ คือ ข้ามหอมปทุมธานี ทั้งข้าวกล้องและข้าวขาว แพ็กละ 100 บาท และข้าวหอมนิล แพ็กละ 150 บาท

นี่คือใช้ประโยชน์จาก ecosystem และต้นทุนที่มี ซึ่งก็คือ ‘เพลง’ เพื่อสร้างจุดแข็งที่ไม่มีเจ้าไหนทำ

เพราะความเป็น ‘เพลงรัก’ ยังขายได้เสมอไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไป


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer